ดูจิต... ด้วยความรู้สึกตัว
จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอกเป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตเป็นนิโรธ
 
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
แจ้งข่าว
ประกาศสวนสันติธรรม
ที่ ๑ / ๒๕๕๑
วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑
เรื่อง หลักเกณฑ์การนิมนต์พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช

           เนื่องด้วยมีบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กรจำนวนมาก ประสงค์จะนิมนต์พระอาจารย์
ปราโมทย์ ปาโมชฺโช ไปร่วมกิจกรรมต่างๆ อยู่เสมอ ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรมต่อผู้นิมนต์ เพื่อไม่ให้
งานเผยแผ่พระสัทธรรม ณ สวนสันติธรรมต้องหยุดชะงัก และเพื่อรักษาสุขภาพของพระอาจารย์
สวนสันติธรรม จึงกำหนดหลักเกณฑ์การนิมนต์พระอาจารย์ไว้ดังนี้

  • ๑. กิจกรรมที่รับนิมนต์
  •       ๑.๑ รับนิมนต์เฉพาะการแสดงธรรม ไม่รับนิมนต์ในกิจกรรมอย่างอื่น เช่นการเจริญพระ
    พุทธมนต์ การสวดมนต์ การฉันภัตตาหาร การปลุกเสกวัตถุมงคล และการร่วมอภิปราย เป็นต้น

          ๑.๒ กิจกรรมแสดงธรรมนั้น ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแผ่แนวทางการปฏิบัติธรรม
    โดยบริสุทธิ์เท่านั้น ไม่มีผลประโยชน์หรือแอบแฝงวัตถุประสงค์อื่น เช่นการหาทุนทรัพย์ การ
    เรียกร้องสิทธิประโยชน์ การกระทำใดๆ ที่อาจกระทบต่อคณะสงฆ์ หรือการเคลื่อนไหวทาง
    การเมือง เป็นต้น

          ๑.๓ ต้องเป็นการแสดงธรรมต่อกลุ่มบุคคล (ไม่ควรต่ำกว่า ๕๐ คน เนื่องจากในแต่ละวัน
    มักจะมีผู้เข้าไปศึกษาธรรมกับพระอาจารย์ที่สวนสันติธรรมไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ คน หากการแสดงธรรม
    นอกสถานที่มีผู้ฟังน้อยเกินไป ก็เท่ากับตัดโอกาสของคนจำนวนมากเพื่อคนจำนวนน้อย) และควร
    ใช้เวลาไม่เกินครั้งละ ๒ ชั่วโมง

          ๑.๔ ต้องเป็นการไปแสดงธรรมเป็นครั้งคราว ไม่รับนิมนต์แสดงธรรมเป็นการประจำ ทั้งนี้
    เพื่อเฉลี่ยโอกาสให้กับบุคคลจำนวนมาก มิใช่เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

  • ๒. สถานที่ที่รับนิมนต์
  •       ๒.๑ ไม่รับนิมนต์ไปแสดงธรรมตามบ้าน หรือสถานที่ส่วนบุคคล เว้นแต่ได้จัดบ้านหรือ
    สถานที่นั้นให้เป็นที่ฟังธรรมของบุคคลจำนวนมาก

          ๒.๒ ไม่รับนิมนต์ไปแสดงธรรมในองค์กรที่คณะสงฆ์ไม่ยอมรับสถานภาพ

          ๒.๓ สถานที่ซึ่งนิมนต์นั้น ต้องอยู่ไม่ห่างไกลจากสวนสันติธรรมจนต้องใช้เวลาเดินทางโดย
    รถยนต์มากกว่า ๒ ชั่วโมง และยังไม่รับนิมนต์ไปต่างประเทศ

  • ๓. ผู้นิมนต์
  •       ผู้นิมนต์หรือกลุ่มที่จะนิมนต์ ควรเคยฟังธรรมโดยตรงจากพระอาจารย์มาแล้ว และผู้ฟัง
    ธรรม ควรเคยอ่านหนังสือหรือเคยรับฟังเสียงธรรมของพระอาจารย์มาบ้างแล้ว จากวิทยุหรือ CD ก็
    ได้ ทั้งนี้เพื่อสร้างพื้นฐานความเข้าใจเสียก่อน

  • ๔. การนิมนต์และกระบวนการพิจารณา
  •       ๔.๑ พระอาจารย์จะเริ่มรับกิจนิมนต์ ตั้งแต่วันหลังวันออกพรรษาปี ๒๕๕๑ คือวันที่
    ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นไป

          ๔.๒ ติดต่อนิมนต์ได้โดยตรงที่สวนสันติธรรมในวันเปิดทำการ (ที่ พระสมชาย กิตติญาโณ
    หรือ อุบาสิกาอรนุช สันตยากร) หรือทางโทรศัพท์ที่ คุณธนา รุจิพัฒนกุล (๐๘ ๑๙๑๕ ๗๓๐๐)
    หรือ คุณกนิษฐะวิริยา ต.สุวรรณ (คุณชมพู ๐๘ ๑๕๕๗ ๙๘๗๘) โดยให้ข้อมูลประกอบการพิจารณา
    ตามข้อ ๑ – ๓ พร้อมด้วยแผนที่ ทั้งนี้ไม่ควรส่งหนังสือนิมนต์ทางไปรษณีย์ เพราะเอกสารมักถึง
    สวนสันติธรรมล่าช้า หรือไม่ถึงเลย เนื่องจากสวนสันติธรรมตั้งอยู่นอกชุมชน

          ๔.๓ ควรนิมนต์ก่อนถึงกำหนดงานไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน และไม่นานเกินกว่า ๖๐ วัน เพื่อ
    สวนสันติธรรมจะได้จัดวาระงานของพระอาจารย์ได้ทัน

          ๔.๔ พระอาจารย์จะรับนิมนต์ไปแสดงธรรมนอกสวนสันติธรรม ประมาณเดือนละ ๒ ครั้ง
    เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ และจะต้องอยู่แสดงธรรม ณ สวนสันติธรรมเป็นประจำอยู่แล้ว

          ๔.๕ สวนสันติธรรมจะพิจารณาการรับนิมนต์ ตามหลักเกณฑ์ข้างต้นและลำดับก่อนหลัง
    ของการนิมนต์ แล้วแจ้งผลให้ผู้นิมนต์ทราบภายในเวลาประมาณ ๓ วัน

  • ๕. การเดินทางของพระอาจารย์
  •       สวนสันติธรรมจะจัดพาหนะรับส่งพระอาจารย์และผู้ติดตามเอง


เคล็ด-เตือนให้จำ สำหรับนักดูจิต
การทำสติปัฏฐานมี ๒ ขั้นตอน
 
     การทำสติปัฏฐานมี ๒ ขั้นตอน ขั้นเพื่อให้เกิดสติ กับขั้นเพื่อให้เกิดปัญญา
 
ขั้นจะให้เกิดสติ พอมีสติแล้วเราจะรู้ตัวขึ้นมา (บางคนใช้คำว่ารู้สึกตัว รู้สึกตัวคือจิตมันมีสติ มี
สัมมาสมาธิขึ้นมา)
บางทีเถียงกันนะ ต้องรู้สึกตัวก่อนถึงจะดูจิต หรือว่าดูจิตก่อนแล้วรู้สึกตัว
ความจริงก็คือว่าให้รู้กาย ให้รู้ใจไป จนจิตจำสภาวะได้แม่นแล้วก็มีสติรู้สึกตัวขึ้นมาได้เอง
บางคนบอกดูจิตก่อน แล้วรู้สึกตัว ก็ถูกเหมือนกันแต่ว่ามันไม่ใช่การดูจิตแท้ๆ หรอก เป็นเบื้องต้น
เท่านั้นเอง เป็นการฝึกหัดรู้สภาวะ แล้วก็ไม่ใช่ดูแต่จิต ดูกายด้วย บางคนต้องดูกาย บางคนต้องดู
เวทนา บางคนก็ดูจิต

เบื้องต้นเอาอันเดียวก่อนเป็นหลักไว้ก่อน อันอื่นเป็นของแถม ไม่ใช่รู้อันเดียวนะ
นักปฏิบัติไม่ใช่รู้กายอย่างเดียว ไม่ใช่รู้เวทนาอย่างเดียว ไม่ใช่รู้จิตอย่างเดียว อย่าสำคัญผิดไปนะ
เพียงแต่มีอันนึงเป็นวิหารธรรมไว้
ถ้าหากต้องรู้เพียงอันเดียว (ต้องรู้กายอย่างเดียว รู้จิตอย่างเดียว) โดยไม่ให้ไปรับรู้อย่างอื่น อย่าง
นั้นก็ไม่ใช่วิหารธรรมแล้ว แต่เป็นคุก เป็นตารางขังจิตไม่ให้ไปที่อื่น เพราะฉะนั้น
  • คนไหนถนัดรู้กายก็รู้กายเนืองๆ บางทีจิตก็หลงไปคิดเรื่องอื่น บางทีก็เข้าไปรู้จิต
  • คนไหนถนัดรู้เวทนา ก็รู้เวทนาเนืองๆ บางทีก็รู้กาย บางทีก็รู้จิต บางทีก็หลงไปคิดเรื่องอื่น
  • คนไหนถนัดดูจิตก็ดูจิตไป ที่เป็นกุศลเป็นอกุศล บางทีก็รู้กาย บางทีก็รู้เวทนา บางทีก็ไปรู้เรื่องอื่น
    หลงไป
เพียงแต่มีอันใดอันหนึ่งนั้นแหละเป็นฐาน เป็นบ้าน ไว้ดูบ่อยๆ ถนัดรู้กายก็รู้กาย ถนัดรู้เวทนาก็รู้
เวทนา ถนัดรู้จิตก็รู้จิตไป เรียนกับหลวงพ่อไม่ใช่ดูจิตนะ สิ่งที่หลวงพ่อถ่ายทอดให้มันคือหลักการ
ปฏิบัติกว้างๆ ใครถนัดแนวไหนก็เดินแนวนั้นไม่ได้ผิดอะไร

ต้องถูกหลัก พอรู้กายบ้าง รู้จิตบ้าง ถูกต้องแล้วสติจะเกิดเอง ค่อยรู้สึกตัวขึ้นมา
บางคนเลยบอกว่าดูจิตแล้วรู้สึกตัวก็ได้ ไม่ดูจิตแล้วรู้สึกตัวก็ได้ ไปดูกาย ดูกายแล้วรู้สึกตัวก็ได้
ความรู้สึกตัวที่เกิดขึ้นจากการดูกาย ความรู้สึกตัวที่เกิดจากการดูจิต เหมือนกันเปี๊ยบเลย
พอรู้สึกแล้วบังคับไม่ได้ เดี๋ยวสติก็รู้กาย เดี๋ยวสติก็รู้จิต แต่จะรู้ด้วยความรู้สึกตัว
จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา มีสัมมาสมาธิขึ้นมา ไม่หลงไม่เผลอไป ไม่เพ่งไม่เผลอ จิตจะรู้สึกตัว ตั้งมั่นที่จะรู้สึกตัว
คำว่ารู้สึกตัว คือไม่เผลอ ไม่เพ่งนั่นเอง มีสติ แล้วก็ไม่ไปเผลอไป ไม่ไปเพ่งไว้ ปัญญามันก็เกิด
 
คอยมีสติรู้กายรู้ใจไปเรื่อยๆ ด้วยจิตที่ตั้งมั่น อย่างนี้เรียกว่าการเจริญสติปัฎฐานเพื่อให้เกิดปัญญา
หัดตามรู้กาย หัดตามรู้ใจเรื่อยๆ จนจิตจำสภาวะได้ นี่เป็นการทำสติปัฎฐานให้เกิดสติ
มีสติรู้กายรู้ใจด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลางทำให้เกิดปัญญา
มีปัญญาแก่รอบก็เกิดวิมุติ จิตก็จะปล่อยวางความถือมั่น
เพราะฉะนั้นบางคนบอกรู้สึกตัวแล้วถึงจะดูจิตได้ก็ถูกเหมือนกัน เป็นธรรมะที่มองคนละระดับกัน

ติดต่อได้ที่ webmaster.wimutti.net@gmail.com