|
ปรมัตถธรรมหรือสภาวธรรมมีสี่อย่างคือ
จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เจตสิกคือธรรมชาติที่ประกอบจิต รูปเป็นธรรมชาติที่แตกสลายได้ นิพพานเป็นสภาวะที่พ้นจากความทุกข์ ความปรุงแต่ง |
คำชี้แจงของสวนสันติธรรมฉบับที่ ๑๐ เรื่องข้อกล่าวหาว่าหลวงพ่อปราโมทย์บิดเบือนคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล เรื่องใหญ่ที่บุคคลบางกลุ่มหยิบยกขึ้นมาโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช คือเรื่องที่กล่าวหาว่าหลวงพ่อปราโมทย์บิดเบือนดูหมิ่นคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ด้วยการเขียนหนังสือ “แก่นธรรมคำสอนของหลวงปู่ดูลย์” เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงดังนี้คือ ๑. ความเป็นมาของหนังสือ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ หลวงพ่อปราโมทย์พิจารณาเห็นว่า การดูจิตเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางและขยายตัวอย่างรวดเร็วในหมู่ชนทุกเหล่า แม้เป็นเรื่องน่ายินดีที่ผู้คนซึ่งไม่เคยสนใจธรรมะได้เกิดความสนใจธรรมะขึ้น แต่ก็มีประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือการดูจิตเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก โอกาสที่จะปฏิบัติผิดพลาดจึงมีอยู่ในหลายจุด จึงสมควรหยิบยกคำสอนเกี่ยวกับการดูจิตของหลวงปู่ดูลย์มาชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้สนใจ ในฐานะที่หลวงปู่เป็นครูบาอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ต้นตำหรับการดูจิต” ๒. ข้อจำกัดของการเขียน หลวงพ่อปราโมทย์ตระหนักดีว่า หลวงปู่ดูลย์เป็นครูบาอาจารย์ที่มีภูมิรู้สูงอย่างยิ่ง ไม่มีทางที่ศิษย์จะอธิบายคำสอนของท่านให้ถูกถ้วนได้ทั้งหมด และหลวงปู่สอนศิษย์แต่ละองค์/แต่ละคน แตกต่างกันตามวาสนาบารมี จึงเป็นการยากที่จะชี้ว่าความเข้าใจของศิษย์ผู้ใดถูกมากกว่ากัน ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อปราโมทย์จึงประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า "เรื่องที่จะเขียนนี้เป็นความเข้าใจของศิษย์คนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ผูกขาดว่าคำสอนที่แท้จริงของหลวงปู่ดูลย์ จะต้องเป็นไปตามความเข้าใจของหลวงพ่อปราโมทย์แต่เพียงผู้เดียว" ๓. ขอบเขตของเรื่องที่จะอธิบาย หลวงปู่ดูลย์มีธรรมเทศนาที่ใช้ประจำอยู่ ๒ ชุด คือ (๑) อริยสัจแห่งจิต และ (๒) จิตคือพุทธะ ซึ่งหลวงพ่อปราโมทย์พิจารณาเห็นว่าถ้าผู้ปฏิบัติเข้าใจเรื่องอริยสัจแห่งจิตได้ ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับการปฏิบัติมาก เพราะอริยสัจเป็นธรรมที่ครอบคลุมธรรมทั้งปวง และมีคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทรองรับ ในขณะที่เรื่องจิตคือพุทธะ ซึ่งอธิบายถึง “จิตหนึ่ง” ที่คนทั้งหลายยังไม่สามารถรู้เห็นได้ในขณะนี้ และไม่พบในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาท แม้นำมาอธิบายก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าถูกต้องหรือไม่ (“จิตคือพุทธะ” เป็นส่วนหนึ่งในคำสอนของ ฮวงโป ซึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสได้แปลไว้ แล้วหลวงปู่ยืมถ้อยคำนั้นมาใช้) ๔. อริยสัจแห่งจิตลงกันได้กับคำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งในส่วนของทุกข์ นิโรธ และมรรค แต่ในส่วนของสมุทัยอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์นั้น มีถ้อยคำเรียบเรียงไว้ว่า “จิตที่ส่งออกนอกเป็นสมุทัย” แสดงถึงสภาวะที่แตกต่างจากคำสอนของหลวงปู่เอง คือไปเน้นความสำคัญที่ “จิต” แต่ในขณะเมื่อหลวงปู่สอนศิษย์ตัวต่อตัว ท่านกลับสอนว่า “อย่าส่งจิตออกนอก” คือเน้นความสำคัญไปที่ “ส่ง” ซึ่งสภาวะจะตรงกับ “ตัณหา” หรือความทะยานอยาก อันเป็นตัวสมุทัยตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ๕. การตรวจสอบข้อเท็จจริง หลวงพ่อปราโมทย์ได้กราบเรียนถามเรื่องนี้จากท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ ผู้อยู่ใกล้ชิดหลวงปู่มาหลายสิบปีว่า เหตุใดถ้อยคำที่เรียบเรียงให้หลวงปู่พูด กับคำสอนที่หลวงปู่กล่าวขึ้นเองจึงแตกต่างกัน ทำให้ได้ทราบข้อมูลเบื้องลึกว่า เดิมหลวงปู่ไม่ได้สอนอริยสัจแห่งจิตอย่างที่มีการเรียบเรียงถวายให้ท่านพูด และท่านสอนเรียงลำดับตามพระพุทธเจ้าคือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ต่อมาศิษย์ได้เรียบเรียงถ้อยคำถวายให้ท่านใช้ใหม่ ซึ่งไพเราะและสละสลวยกว่าเดิม ได้แก่อริยสัจแห่งจิตที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้เอง อนึ่งท่านเจ้าคุณได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เหตุที่ต้องมีการเรียบเรียงถ้อยคำให้ท่านใช้บ้าง ต้องนำหนังสือของฮวงโปมาให้ท่านพิจารณาใช้บ้าง ก็เพราะหลวงปู่ไม่ชำนาญในด้านเทศนาโวหาร ทั้งที่ความรู้ของท่านมีมากมหาศาล แต่ไม่ถนัดในการถ่ายทอดออกมา ๖. หลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้แก้ไขคำสอนของครูบาอาจารย์ หลวงพ่อปราโมทย์เห็นด้วยว่า ในเวลาที่ใครจะพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องอริยสัจแห่งจิต ก็ต้องยึดถือถ้อยคำตามที่มีการเรียบเรียงถวายหลวงปู่ไว้ เพราะเป็นถ้อยคำที่ท่านพูดอยู่เสมอว่า “จิตที่ส่งออกนอกเป็นสมุทัย” หลวงพ่อปราโมทย์เพียงแต่ต้องการบอกให้คนรุ่นหลังได้ทราบข้อมูลเบื้องลึกว่า เดิมหลวงปู่สอนอริยสัจแห่งจิตไว้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งตรงกับคำสอนที่หลวงพ่อปราโมทย์ได้เรียนโดยตรงจากท่านที่ว่า “อย่าส่งจิตออกนอก เพราะการส่งจิตออกนอกเป็นสมุทัย” และสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า “สมุทัยเป็นสิ่งที่ควรละ และตัณหาคือความทะยานอยากเป็นสมุทัย” ทั้งนี้เพื่อความสมบูรณ์ของการศึกษาคำสอนของหลวงปู่ โดยเฉพาะในภายหน้าซึ่งสิ้นคนที่เคยศึกษาธรรมโดยตรงจากหลวงปู่ไปแล้ว และป้องกันคนรุ่นหลังจะไปหลงปรามาสว่าหลวงปู่สอนต่างจากพระพุทธเจ้า ๗. ความเห็นแย้งและความเห็นสนับสนุน เมื่อมีการพิมพ์หนังสือ “แก่นธรรมคำสอนของหลวงปู่ดูลย์” ออกมาแล้ว ได้เกิดความเห็นต่างกันเป็นสองฝ่าย โดยศิษย์ของหลวงปู่บางท่านเห็นว่า “ไม่ควรเขียนอธิบายคำสอนของหลวงปู่ ถึงหลวงปู่สอนผิดก็พูดไม่ได้” (ในขณะที่หลวงพ่อปราโมทย์ทราบว่าหลวงปู่สอนถูก แต่การเรียบเรียงถ้อยคำถวายให้ท่านใช้ต่างหากที่คลาดเคลื่อนไปบ้าง) ส่วนพระมหาเถระซึ่งเป็นศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ที่สุดของหลวงปู่กลับเห็นว่า “การอธิบายคำสอนของหลวงปู่ครั้งนี้เป็นประโยชน์มาก เปรียบเหมือนการขุดคลองส่งน้ำจากทะเลสาบใหญ่ (หลวงปู่มีภูมิธรรมเปรียบดังทะเลสาบใหญ่ หลวงพ่อปราโมทย์เหมือนคนขุดคลอง) ให้ส่งน้ำไปใช้ประโยชน์ได้กว้างขวาง ทำให้คนรู้จักและได้รับประโยชน์จากคำสอนของหลวงปู่อย่างกว้างขวาง ยิ่งอธิบายได้ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยิ่งเป็นประโยชน์มากขึ้นไปอีก” ท่านจึงปรารภกับพระเถระผู้เป็นศิษย์หลวงปู่อีกบางรูปว่า “สมควรใช้หนังสือเล่มนี้เป็นหลักในการสอนดูจิตให้เป็นมาตรฐานเดียวกันต่อไป” เมื่อเกิดความเห็นต่างกันเป็นสองฝ่ายดังกล่าว หลวงพ่อปราโมทย์จึงให้เก็บหนังสือและงดการเผยแพร่ไว้ก่อน เพราะอาจก่อให้เกิดความกระเทือนใจระหว่างกันได้
คำชี้แจงของสวนสันติธรรมฉบับที่ ๙ เรื่องข้อกล่าวหาบางเรื่อง ตามที่มีผู้กล่าวติเตียนหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ในประเด็นต่างๆ หลายเรื่อง บางเรื่องสวนสันติธรรมได้แยกชี้แจงไว้ต่างหากแล้ว ส่วนกรณีที่ยังไม่ได้ ชี้แจง ก็ขอ ชี้แจง เป็นข้อๆ ดังนี้คือ ๑. การแสดงธรรมกระทบสำนักอื่นแทบจะทุกสำนัก ในลักษณะที่สื่อให้เห็นว่าการปฏิบัติของสำนักอื่นๆนั้นยังมีข้อบกพร่อง ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเสริมด้วยวิธีของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช คำชี้แจง หลวงพ่อปราโมทย์ไม่เคยคิดจะแสดงธรรมเพื่อติเตียนแนวทางการปฏิบัติของสำนักอื่น แต่กล่าวเนืองๆ ว่า “ไม่มีวิธีการปฏิบัติแบบใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนแม้แต่การดูจิต แต่มีวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล” และ “ผู้ปฏิบัติพึงเลือกรูปแบบของวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนเอง วิธีใดทำแล้วเกิดสติ สมาธิ และปัญญาก็ใช้ได้ทั้งนั้น” สิ่งที่หลวงพ่อปราโมทย์ตั้งใจจะชี้ชวนให้เพื่อนนักปฏิบัติเห็นก็คือ ทำอย่างไรจะก้าวข้ามจากการติดเปลือกคือรูปแบบของการปฏิบัติ เพื่อให้เข้าถึงแก่นธรรมตามที่ครูบาอาจารย์ท่านต้องการสื่อ ซึ่งแต่ละสำนักล้วนแต่ดีๆ ด้วยกันทั้งนั้น อย่างไรก็ตามหากคำพูดหรือการกระทำใดๆ ของหลวงพ่อปราโมทย์ จะทำให้ครูบาอาจารย์ของสำนักต่างๆ รู้สึกว่าถูกกระทบ หลวงพ่อปราโมทย์ก็ขอกราบขอขมามา ณ โอกาสนี้ด้วย ๒. มีการตัดต่อ ตัดตอน ลบ เก็บสื่อการสอนอยู่เป็นระยะๆ คำชี้แจง การแสดงธรรมด้วยวาจากับผู้ฟังธรรมที่อยู่ต่อหน้า แตกต่างจากการเผยแพร่ธรรมทางสื่อ เพราะการแสดงธรรมที่ผู้ฟังนั่งอยู่เฉพาะหน้า หากมีประเด็นที่อธิบายยังไม่ชัดเจน หรือผู้ฟังมีข้อสงสัยประการใดก็สามารถสอบถามผู้แสดงธรรมได้ทันที จึงต่างจากการใช้สื่อที่ต้องพิถีพิถันตัดส่วนที่ไม่ชัดเจน ส่วนที่อาจมีประเด็นที่ต้องซักถามเพิ่มเติม หรือส่วนที่หากฟังไม่ดีก็อาจเข้าใจผิดได้ ออก เพราะผู้ฟังทางสื่อไม่มีโอกาสถามปัญหาข้อสงสัยใดๆ ได้ ๓. มีการกล่าวหว่านล้อม โน้มน้าว ชักจูง ทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ว่า หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว รวมถึงเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ คำชี้แจง ในความเป็นจริงหลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้กระทำเช่นนั้น เพียงแต่บางคราวได้เล่าถึงการละกิเลสของพระอริยบุคคลแต่ละชั้น ซึ่งก็เป็นไปตามพระไตรปิฎก และบางทีก็บอกเล่าถึงสิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังมา ส่วนเรื่องอิทธิปาฏิหารย์ต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังหรือพบเห็นมา ก็เป็นเพียงส่วนเสริมเพื่อ “แก้เบื่อ” หรือ “แก้ง่วง” ของผู้ฟังธรรมเป็นครั้งคราวเท่านั้น ซึ่งวิธีการแสดงธรรมโดยเล่าเรื่องเช่นนี้ เป็นเรื่องปกติมาแต่ครั้งโบราณกาล แม้ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาก็มีเรื่องจำพวกนี้อยู่มาก อันเป็นการอนุเคราะห์แก่ผู้ฟังเท่านั้น สำหรับการที่ญาติโยมจะคาดเดาเอาว่าหลวงพ่อปราโมทย์บรรลุคุณธรรมขั้นใดนั้น หลวงพ่อปราโมทย์ก็ได้ปรามอยู่เนืองๆ ว่าไม่สมควรคิด เพราะในยุคนี้ไม่มีผู้ใดมีสิทธิพยากรณ์มรรคผลได้ ในเมื่อพระพุทธเจ้าไม่ได้ดำรงพระชนม์อยู่แล้ว จุดสำคัญที่หลวงพ่อปราโมทย์เน้น ไม่ใช่การ “ได้เป็น ได้มีอะไร” แต่อยู่ที่การ “ละกิเลสได้” เท่านั้น ๔. แก่นการสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ใช้การทักวาระจิต ทายใจเป็นหลัก และเป็นการใช้อย่างสม่ำเสมอ ในทุกคราวของการแสดงธรรมทำให้เกิดการเสพติดของนักปฏิบัติ และเป็นวิถีทางการปฏิบัติแบบใหม่ ที่ผู้ปฏิบัติเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์จำนวนมาก ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ก็ไม่อนุญาตให้พระลูกศิษย์รูปใดกระทำเช่นนั้น และการบอกสภาวะของหลวงพ่อปราโมทย์ก็ผิด พึ่งพาอะไรไม่ได้ คำชี้แจง ๔.๑ ผู้ตั้งประเด็นไม่เข้าใจว่าอะไรคือแก่น และอะไรคือวิธีการ จึงไม่เคยเข้าใจหลวงพ่อปราโมทย์อย่างที่ผู้คนอีกมากมายเข้าใจกัน ๔.๒ แท้จริงแก่นคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์คือการเจริญไตรสิกขา (ศีล สมาธิและปัญญา) แต่ต้องเจริญด้วยความมีสติกำกับตลอดสายของการปฏิบัติ ซึ่งการที่บุคคลจะเกิดสติได้เนืองๆ จะต้องจดจำลักษณะเฉพาะ(วิเสสลักษณะ)ของรูปนามแต่ละอย่างได้แม่นยำ โดยการหัดรู้หัดดูสภาวะด้วยตนเองเนืองๆ ก็เมื่อศิษย์ที่หัดรู้หัดดูสภาวะแล้วเกิดความไม่แน่ใจ หรือจิตใจไปติดค้างอยู่กับสภาวะอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ชอบที่ครูบาอาจารย์จะเมตตาอนุเคราะห์ชี้แจงให้ทราบเมื่อจำเป็น ๔.๓ แม้ในสมัยที่หลวงพ่อปราโมทย์ศึกษาธรรมอยู่กับครูบาอาจารย์ ท่านก็บอกสภาวะที่หลงไปติดไปข้องให้เช่นกัน เช่นหลวงปู่สิมเคยเตือนหลวงพ่อปราโมทย์ไม่ให้ติดอยู่กับอารมณ์ภายในที่ละเอียด โดยที่ไม่ต้องถามอะไรท่านเลย และท่านอาจารย์พระมหาบัว เคยเตือนว่า” ที่ว่าดูจิตนั้น ตอนนี้ดูไม่ถึงจิตแล้ว” เป็นต้น ดังนั้นการที่ครูบาอาจารย์แนะนำในเรื่องของสภาวะ จึงไม่ใช่เรื่องการปฏิบัติแบบใหม่อย่างที่ผู้ตั้งประเด็นเข้าใจผิด ๔.๔ ศิษย์ของหลวงพ่อปราโมทย์มีจำนวนมากมาย ส่วนใหญ่อาศัยเพียงการอ่านหนังสือหรือฟัง CD แต่สามารถปฏิบัติจนเห็นผลความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจได้ด้วยตนเอง โดยไม่มีโอกาสถามเรื่องสภาวะหรือสิ่งใดจากหลวงพ่อปราโมทย์เลย และแม้คนที่มีโอกาสถาม หากถามเพราะเสพติดก็จะถูกหลวงพ่อปราโมทย์กระหนาบทันที เนื่องจากหลวงพ่อปราโมทย์เน้นการพึ่งตนเองเป็นหลัก และไม่ชอบให้ศิษย์เคลิบเคลิ้มติดอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดแม้กระทั่งองค์ท่าน อนึ่งถ้าสังเกตให้ดี เราจะพบนักเสพติดครูบาอาจารย์อยู่ในสำนักปฏิบัติธรรมทั่วไป ดังนั้นการจะติดหรือไม่ จึงอยู่ที่ความเข้มแข็งหรืออ่อนแอทางจิตใจของแต่ละคนเป็นสำคัญ ไม่ได้เสพติดเฉพาะการมาคอยถามสภาวะจากหลวงพ่อปราโมทย์เท่านั้น ๔.๕ ไม่เฉพาะหลวงปู่ดูลย์ที่ไม่อนุญาตให้ลูกศิษย์ดูจิตผู้อื่น ถึงหลวงพ่อปราโมทย์ก็เจริญรอยตามหลวงปู่ดูลย์เช่นกัน เพราะได้ย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลาว่าให้ดูจิตตนเอง แม้แต่ “ผู้ที่ออกประกาศตั้งข้อติเตียนหลวงพ่อปราโมทย์ในคราวนี้” ก็เคยถูกหลวงพ่อปราโมทย์ห้ามปรามมาแล้วว่าอย่าดูจิตผู้อื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่มีพยานรู้เห็นอยู่หลายคน ๔.๖ หลวงพ่อปราโมทย์บอกสภาวะผิดหรือถูก เจ้าตัวย่อมรู้ด้วยตนเอง แต่มีความจริงอยู่อย่างหนึ่งคือ บางสิ่งที่ครูบาอาจารย์บอกนั้น บางคราวต้องใช้เวลาอีกหลายวัน หลายเดือน หรือหลายปี จึงจะเห็น หรือทำตามที่ครูบาอาจารย์บอกได้ ๕. แนวทางการสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ไม่มีขั้นตอนการปฎิบัติที่ชัดเจน จึงต้องอาศัยการถามตอบเป็นหลักนั้น ทำให้ไม่มีมาตรฐานทางธรรม เกิดความฟุ้งซ่านขึ้นกับผู้ปฎิบัติ คำชี้แจง ๕.๑ แนวคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์มีขั้นตอนการปฏิบัติที่ชัดเจน คือหลักไตรสิกขา และมีเหตุมีผลในทุกประเด็น ทำให้ผู้ที่มีใจเปิดกว้างสามารถยอมรับคำสอนได้เร็วและแม่นยำ และเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาที่สมบูรณ์ด้วยเหตุผล สำหรับการแสดงธรรมแม้ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็ทรงใช้วิธีถามตอบอยู่บ่อยครั้ง จนผู้ฟังเข้าใจหลักการและวิธีการแจ่มแจ้งแล้วจึงไปลงมือปฏิบัติ และมีหลายต่อหลายกรณีที่ท่านใช้การถามตอบปัญหา จนผู้ฟังบรรลุมรรคผลได้ ๕.๒ สำหรับผู้ที่ถามปัญหา เขาย่อมรู้สึกว่าเขาจำเป็นจะต้องถาม จึงไม่ควรไปตำหนิว่าเขาฟุ้งซ่าน ส่วนบางคนที่ถามด้วยความฟุ้งซ่านจริงๆ หลวงพ่อปราโมทย์ก็ไม่ตอบคำถามอันไม่เกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัตินั้น ๕.๓ ที่ว่าหลวงพ่อปราโมทย์สอนไม่มีมาตรฐานทางธรรมนั้น ยังไม่ชัดเจนว่าคำว่า “มาตรฐานทางธรรม” หมายความว่าอย่างไร แต่สวนสันติธรรมเห็นว่าคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์มีมาตรฐาน เพราะพยายามให้สอดคล้องกับพระปริยัติธรรมมากที่สุด ๖. คำตอบที่ได้จากหมู่ผู้สอนที่ได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อปราโมทย์ให้สอน ก็ขัดแย้งกันเอง จนนำมาซึ่งความสับสน เหนื่อยหน่าย เสื่อมความเพียรในการมุ่งหน้าเข้าสู่การปฎิบัติที่แท้จริง ขาดศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของตนเอง ในการจะปฎิบัติธรรมให้ได้ผล คำชี้แจง ๖.๑ การสอนกรรมฐานนั้น ไม่มีครูบาอาจารย์องค์ใด ท่านใด หรือผู้ช่วยสอนคนใดที่ได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อปราโมทย์ ที่จะสอนเหมือนกันทุกอย่าง เพราะจริตนิสัยและประสบการณ์การปฏิบัติของอาจารย์แต่ละท่านย่อมจะแตกต่างกัน เช่นหลวงปู่ดูลย์เน้นให้ดูจิต ในขณะที่ครูบาอาจารย์อีกหลายองค์เน้นให้ดูกาย ดังนั้นผู้เรียนจึงต้องเลือกอาจารย์ให้เหมาะกับตนเอง การเรียนกับหลายอาจารย์จนเกิดความสับสนแล้วจะบ่นว่าอาจารย์สอนต่างกัน จึงเป็นความบกพร่องของผู้เรียนเอง ไม่ใช่ความบกพร่องของอาจารย์ ด้วยเหตุนี้เองหลวงพ่อปราโมทย์จึงบอกอยู่เสมอว่า จะเรียนอย่างใดก็เอาสักอย่างหนึ่ง มิฉะนั้นจะเอาดีไม่ได้เลย ๖.๒ ผู้ศึกษาธรรมแนวหลวงพ่อปราโมทย์อย่างแท้จริงจำนวนมาก จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นจนตนเองและผู้แวดล้อมรู้สึกได้ ความทุกข์ในชีวิตลดลง มีความสุข และเห็นผลการปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดศรัทธาแน่นแฟ้นในพระพุทธศาสนา อันนำไปสู่ความมีฉันทะที่จะพากเพียรปฏิบัติธรรมให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ส่วนบางคนที่ไม่ชอบใจแนวทางที่หลวงพ่อปราโมทย์สอน ก็สามารถเปลี่ยนไปปฏิบัติในแนวทางอื่นได้เสมอ เพราะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ทุกคนที่ศึกษาแนวทางนี้จะได้ผลเท่ากันทุกคน ๗. หลวงพ่อปราโมทย์ดูแคลนแนวทางการปฎิบัติที่ทำความเพียรในรูปแบบ และข้อวัตรปฎิบัติต่างๆ ของครูบาอาจารย์ต่างสำนัก ทำนองว่าเป็นทุกขาปฎิปทา ไม่เหมาะกับปัญญาชนคนเมือง ทำให้ล่าช้า สู้การทำความเพียรด้วยการฟังซีดีของท่านบ่อย ๆ ไม่ได้ นอกจากนั้น ท่านยังไม่ส่งเสริมการสวดมนต์ การทำวัตรเช้าเย็น ซึ่งถือว่าขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับปฏิปทาของครูบาอาจารย์ ยังมีข้อวัตรต่างๆ ที่ท่านละเลย เช่น การบิณฑบาตร เป็นต้น คำชี้แจง ๗.๑ ผู้ตั้งประเด็นคงไม่เคยฟังคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ จึงไม่ทราบว่า หลวงพ่อปราโมทย์เน้นให้ทำความเพียรตามรูปแบบ หรือแม้กระทั่งการทำสมถกรรมฐาน เพียงแต่บางคนที่ทำความสงบแบบเคร่งเครียดหรือติดความซึมเซาเท่านั้น ที่จะให้หยุดการทำสมถกรรมฐานไว้ชั่วคราวก่อน เมื่อตั้งสติได้แล้ว ก็ต้องกลับมาทำใหม่ ๗.๒ หลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้ดูแคลนผู้ที่มีทุกขาปฏิปทา และทุกขาปฏิปทาก็ไม่ได้เกี่ยวกับการเป็นคนเมืองหรือคนชนบท แต่เกี่ยวกับระดับความรุนแรงของกิเลสของบุคคลนั้น ๗.๓ หลวงพ่อปราโมทย์ไม่เคยกล่าวว่าการฟัง CD คือการทำความเพียร แต่กล่าวว่าการทำความตั้งมั่นของจิต และการมีสติรู้รูปนามตามความเป็นจริงต่างหาก คือการทำความเพียร ๗.๔ หลวงพ่อปราโมทย์ส่งเสริมการทำวัตรสวดมนต์ ทั้งในสวนสันติธรรมและทั้งผู้ปฏิบัติที่อยู่ตามบ้าน เพียงแต่ไม่เน้นการสวดมนต์พร้อมกันเท่านั้น ซึ่งวัดกรรมฐานหลายแห่งก็ใช้หลักการอันนี้ เพื่อไม่ให้ผู้ปฏิบัติต้องคลุกคลีกันมาก แต่ให้ปลีกตัวเร่งความเพียรให้เต็มที่ตามอัธยาศัย สำหรับเรื่องการออกบิณฑบาตนั้น สวนสันติธรรมได้มีคำชี้แจงไว้ต่างหากแล้ว ๘. การดูจิตในชีวิตประจำวันไปเลย โดยละเลยการปฏิบัติในรูปแบบ และการทำสมถะซึ่งเป็นพื้นฐานที่ก่อให้เกิดความตั้งมั่นของจิต ทำให้ไม่มีกำลังที่จะใช้ดูจิต ถูกอารมณ์ลากพาไป ซึ่งครูบาอาจารย์สำนักต่างๆ หลายสำนัก ล้วนมีความเห็นตรงกันว่า การทำสมถะมีความจำเป็นสำหรับทุกคน มิใช่บางคนเท่านั้น คำชี้แจง ๘.๑ หลวงพ่อปราโมทย์เน้นอยู่ตลอดเวลาว่า ต้องรู้อารมณ์ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง และเน้นทั้งการเจริญสติในชีวิตประจำวันและการทำตามรูปแบบ ๘.๒ ส่วนที่ว่าครูบาอาจารย์หลายสำนัก เน้นว่าการทำสมถกรรมฐานจำเป็นสำหรับทุกคนนั้น ก็น่ารับฟังไว้ ในขณะที่ครูบาอาจารย์บางสำนัก ไม่ให้ทำสมถกรรมฐานเลยก็มี ส่วนหลวงพ่อปราโมทย์จะสอนแบบผสมผสาน คือใครควรทำสมถกรรมฐานก่อนก็ทำ ใครควรหัดเจริญสติไปก่อนก็ทำ แต่สุดท้ายก็ต้องมีทั้งความสงบและปัญญา แต่เพียงระดับความลึกของความสงบไม่เท่ากันเท่านั้น ๙. เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อมนตรีและหลวงพ่อปราโมทย์ คำชี้แจง สวนสันติธรรมได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ในคำชี้แจงที่ออกไปก่อนหน้านี้แล้ว ๑๐. หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช มีปฏิปทาสวนทางกับพระพุทธวจนะ ว่าด้วยการพยากรณ์อริยะผล ซึ่งเป็นวิสัยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น เป็นที่รับทราบกันดีว่ามีการพยากรณ์โสดาปัตติผลให้แก่ลูกศิษย์จำนวนอย่างน้อย 6 ราย คำชี้แจง หลวงพ่อปราโมทย์ไม่เคยพยากรณ์อริยผลให้ผู้หนึ่งผู้ใด และกล่าวอยู่เนืองๆ ว่า “เอกสิทธิ์ในการพยากรณ์มรรคผลเป็นของพระพุทธเจ้าเท่านั้น” อย่างมากก็ยอมรับว่าบุคคลผู้นั้นมีความเข้าใจธรรมะพอจะช่วยสอน หรือพอจะปฏิบัติด้วยตนเองต่อไปได้เท่านั้น สวนสันติธรรมเห็นว่า กลุ่มผู้ตั้งประเด็นโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์ควรศึกษาสิ่งที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อน มิฉะนั้นจะกลายเป็นการด่วนตัดสินผู้อื่นด้วยความรู้สึกแทนข้อเท็จจริง
คำชี้แจงของสวนสันติธรรมฉบับที่ ๘ (แก้ไข) เรื่องการสร้างข้อมูลเท็จเพื่อใส่ร้ายป้ายสีหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ตลอดเวลาประมาณ ๒ ปีที่ผ่านมา ได้มีการสร้างข้อมูลเท็จนานาชนิดเพื่อสร้างความเสื่อมเสียให้กับหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช จนมีข่าวความเสื่อมเสียมากมายหลายเรื่องด้วยกัน ข่าวความเสื่อมเสียทั้งหลายนั้น พอจะจำแนกได้หลายประเภทคือ (๑) ความไม่ดีงามก่อนที่จะบรรพชาอุปสมบท เพื่อปูพื้นให้เห็นว่าหลวงพ่อปราโมทย์เป็นคนไม่ดีมาก่อน (๒) ความไม่ดีงามในขณะครองเพศบรรพชิต เช่นการดูหมิ่นครูบาอาจารย์ของตนเอง และครูบาอาจารย์สำนักอื่นๆ การมีปัญหาเรื่องผู้หญิง การมีปัญหาเรื่องฉ้อโกง ทั้งโกงเงินวัดและเงินของญาติโยม ด้วยวิธีการนานาชนิด และการสอนกรรมฐานด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม ฯลฯ การสร้างข่าวความเลวร้ายเกือบทั้งหมดจะมีลักษณะสำคัญ ๒ อย่างคือ (๑) การบิดเบือนข้อมูลเก่า และ (๒) การสร้างข้อมูลใหม่ กล่าวคือ ๑. การบิดเบือนข้อมูลเก่า จะเป็นการนำข้อมูลที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย หรือไม่ปะติดปะต่อ มาบอกเล่าผ่านการพูด การเขียนหนังสือ การส่งอีเมล์ การโพสต์ความเห็น ฯลฯ โดยแต่งเติมและบิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิดในทางเสื่อมเสีย เช่นเมื่อหลวงพ่อปราโมทย์เล่าว่า “เคยศึกษาธรรมะของท่านอาจารย์พุทธทาส แล้วเกิดมิจฉาทิฏฐิโดยสำคัญผิดว่าท่านสอนว่าตายแล้วสูญ ทั้งนี้เพราะศึกษาคำสอนของท่านอย่างไม่ถ่องแท้” ก็บิดเบือนเป็นว่า “หลวงพ่อปราโมทย์ปรามาสว่าท่านพุทธทาสภิกขุเป็นมิจฉาทิฏฐิ” หรือเมื่ออ่านข้อเขียนสมัยที่หลวงพ่อปราโมทย์ยังเป็นฆราวาส ก็โจมตีว่าเป็นการหลอกลวง ซึ่งเป็นการพูดโดยไม่มีหลักฐานใดๆ มารองรับเลย ๒. การสร้างข้อมูลใหม่ หลายกรณีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เป็นความผิดร้ายแรงสำหรับพระ จะมีการสร้างเรื่องและเผยแพร่ออกไปทาง internet บ้าง การพูดคุยบ้าง เมื่อข่าวแพร่ไปกว้างขวางจนไม่ว่าจะไปที่ใดก็มีคนพูดถึงเรื่องนั้น ก็จะเกิดภาพลวงตาว่าน่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะใครๆ ก็รู้เหมือนๆ กัน เช่นเรื่องที่ว่าหลวงพ่อปราโมทย์เขียนอีเมล์ไปเล่าเรื่องที่ผิดศีลข้อ ๓ ให้คุณดังตฤณฟัง ทั้งที่หากหลวงพ่อปราโมทย์จะทำเช่นนั้นจริง ก็คงไม่เปิดเผยให้คนอื่นรู้ บางกรณีก็ไม่ใช่เพียงการพูดหรือการเขียน แต่ถึงกับมีการจัดฉากเพื่อบันทึกภาพและเสียง เช่นมีการปล่อยข่าวว่าหลวงพ่อปราโมทย์เรียกร้องเงินทองจากหญิงคนหนึ่งซึ่งป่วยหนัก เพื่อแลกกับการช่วยรักษาโรคให้ ซึ่งเมื่อแรกที่สงฆ์สวนสันติธรรมได้ยินเรื่องนี้ ก็คิดว่าเป็นข่าวลืออย่างเลื่อนลอยเช่นเดียวกับข่าวอื่นๆ ต่อเมื่อทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงนึกได้ว่า น่าจะมีการจัดฉากในเรื่องนี้ขึ้นจริงๆ โดยในวันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนญาติโยมและสนทนากับพระอาคันตุกะเสร็จแล้ว และสงฆ์พากันกราบพระประธานในศาลาใหญ่พร้อมกันแล้ว ได้มีพระกราบเรียนหลวงพ่อปราโมทย์ก่อนจะกลับเข้าห้องพักว่า ขอให้เมตตาช่วยรับปัจจัยทำบุญของหญิงผู้หนึ่งซึ่งป่วยหนักใกล้ตาย และญาติพาตัวมา เพื่อสงเคราะห์ให้เธอผู้นั้นได้ชื่นใจ (ปกติหลวงพ่อปราโมทย์ไม่รับการถวายสิ่งใดโดยตรงจากญาติโยมเพราะไม่ค่อยมีเวลา) เมื่อหลวงพ่อปราโมทย์ถามพระว่า “เป็นใครหรือ?” พระก็ตอบว่า “ไม่เคยเห็นหน้า” จากนั้นพระได้เรียกคณะของคนป่วย(มีประมาณ ๔ คน) ให้มาถวายใบปวารณาที่ริมอาสนะสงฆ์ซึ่งมีคนเดินผ่านไปมาวุ่นวายอยู่ด้านข้าง โดยทั้งผู้ถวายและหลวงพ่อปราโมทย์ต่างก็ยืนอยู่ในที่เปิดเผยนั้นเอง จุดที่น่าสงสัยก็คือ มีหญิงคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ด้านขวามือของหลวงพ่อปราโมทย์ ได้ขออนุญาตถ่ายภาพและถ่ายวีดิโอด้วยกล้องถ่ายรูป อีกคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ทางด้านซ้ายได้ยื่นโทรศัพท์มือถือเข้ามาใกล้หลวงพ่อปราโมทย์เพื่อบันทึกเสียง และเมื่อหญิงสูงอายุที่ว่าเป็นคนป่วย ยื่นพานถวายใบปวาราณาและหลวงพ่อปราโมทย์รับแล้ว หญิงอีกคนหนึ่งที่ยืนประคองหญิงสูงอายุอยู่ทางด้านหลัง ได้ถามนำขึ้นในทำนองว่า “ทำบุญแล้วจะหายป่วยไหมคะ” ซึ่งคำถามเช่นนี้เป็นการบีบให้พระจำเป็นต้องพูดให้กำลังใจ เพราะคงไม่ใจร้ายพอที่จะกล่าวว่า “ตายแน่” หลวงพ่อปราโมทย์ก็ต้องตอบไปด้วยความเมตตาในทำนองที่ว่า “ทำบุญแล้วก็หายป่วยได้” และหลวงพ่อปราโมทย์ได้อธิบายขยายความให้อีกหน่อยหนึ่งว่า “แต่ขอให้คิดถึงบุญที่ทำแล้วบ่อยๆ จนจิตเกิดปีติ เมื่อจิตเกิดปีติแล้วโรคภัยบางอย่างก็พอจะหายได้” จากนั้นหลวงพ่อปราโมทย์ก็ส่งใบปวารณาให้พระซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ โดยไม่ได้สนใจว่าใบปวารณานั้นลงชื่อใครและเขียนยอดเงินไว้เท่าใด เพราะหลวงพ่อปราโมทย์มีปกติว่าไม่เน้นให้ลูกศิษย์ถวายเงินทอง แต่เน้นให้ปฏิบัติถวาย สวนสันติธรรมเข้าใจว่าจะเป็นเหตุการณ์นี้เอง ที่อาจมีการทำให้กลายเป็นว่าหลวงพ่อปราโมทย์หลอกลวงให้มาทำบุญ เพื่อแลกกับการรักษาโรค สวนสันติธรรมขอให้เพื่อนชาวพุทธทบทวนเรื่องราวเกี่ยวกับพระภิกษุผู้มีชื่อเสียง และถูกกล่าวโทษร้ายแรงในอดีตดูเถิดว่า แต่ละท่านถูกโจมตีด้วยข่าวร้ายแรงเพียงไม่กี่เรื่อง และกว่าจะหาข้อมูลมาเปิดโปงได้ก็ต้องใช้ความพยายามมากมาย แต่กรณีหลวงพ่อปราโมทย์กลับปรากฏข่าวความเสียหายผ่านทาง internet ต่อเนื่องเป็นปีๆ ซึ่งหากหลวงพ่อปราโมทย์ทำผิดจริง ก็ต้องนับว่าเป็นคนที่ทำความผิดได้มากมายในทุกด้าน และเป็นการทำความผิดที่ไม่มีการปกปิดด้วย จึงมีผู้รู้เห็นนำมาเปิดโปงได้ง่ายๆ ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความจงใจที่จะสร้างข่าวความเสียหายขึ้นมา ซึ่งการใส่ร้ายด้วยวิธีการอันเป็นเท็จทั้งหลายนี้ เป็นศิลปะที่กลุ่มผู้มุ่งทำลายหลวงพ่อปราโมทย์บางคนมีความเชี่ยวชาญมากเป็นพิเศษ นอกเหนือจากการใส่ร้ายแล้ว กลุ่มผู้มุ่งทำลายหลวงพ่อปราโมทย์ยังมีแผนการทำงานต่อเนื่องอย่างเป็นขั้นตอน เช่น (๑) การดึงตัวบุคคลบางคนไปเป็นพวก ด้วยการข่มขู่บ้าง หรือโดยอาศัยความน่าศรัทธาของครูบาอาจารย์รูปหนึ่ง ซึ่งมีคนส่งข้อมูล “ความผิดร้ายแรง” ของหลวงพ่อปราโมทย์ไปให้ท่าน เพื่อให้ท่านกล่าวถึงหลวงพ่อปราโมทย์ในทางที่ไม่ดีต่อผู้ที่รู้จักหลวงพ่อปราโมทย์ เพื่อดึงบุคคลเหล่านั้นไปเป็นพวก แล้วนัดหมายให้กระทำการบางอย่างพร้อมๆ กัน เพื่อสร้างข่าวที่เสื่อมเสียให้เกิดขึ้น รวมทั้งให้บุคคลเหล่านั้นไปชักชวนผู้อื่นมาร่วมขบวนการณ์ด้วย (๒) การจัดฉากจะให้เกิดการจับกุมในที่สาธารณะ (๓) การเตรียมการแถลงข่าวภายหลังการจับกุม (๔) การติดต่อนักกฏหมายและผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำคดีพระดังในอดีต เพื่อเตรียมการฟ้องร้องกล่าวโทษ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้น่าจะวิเคราะห์ได้ว่าเป็นการวางแผนการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ซึ่งหากไม่ใช่ผู้ที่มีความอาฆาตแค้นหลวงพ่อปราโมทย์อย่างรุนแรง ก็ไม่น่าจะมีแรงจูงใจให้พยายามทำลายล้างหลวงพ่อปราโมทย์ได้รุนแรงและต่อเนื่องยาวนานถึงขนาดนี้ สมควรที่สังคมจะช่วยกันจับตาดูว่า ใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวและวางแผนการอันซับซ้อนนี้
คำชี้แจงของสวนสันติธรรมฉบับที่ ๗ เรื่องจดหมายลับของหลวงปู่ดูลย์ ตามที่มีข่าวเล่าลือในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งว่า หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เขียนจดหมายลับพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับกรรมฐานสายดูจิตไว้ ว่าจะมีผู้สอนการดูจิตอย่างผิดพลาด เป็นผลเสียต่อแนวทางการดูจิต นั้น เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๓ ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิด หลวงปู่ดูลย์อยู่หลายสิบปีจนถึงวันที่หลวงปู่มรณภาพ ได้กล่าวที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพระภิกษุหลายรูปได้ยิน มีใจความว่า ๑. หลวงปู่ไม่เคยเขียนหนังสือหรือจดหมายด้วยองค์ท่านเอง แต่ท่านเจ้าคุณเป็นผู้มีหน้าที่เขียนแทนหลวงปู่ เรื่องที่เขียนส่วนมากจะเป็นเรื่องฝากฝังลูกศิษย์ไปปฏิบัติธรรมในสำนักครูบาอาจารย์ต่างๆ และเมื่อท่านเจ้าคุณเขียนแล้ว จะต้องอ่านถวายให้หลวงปู่ฟังอีกครั้งหนึ่งด้วย ๒. ในช่วงปี ๒๕๒๖ ซึ่งหลวงปู่อาพาธหนัก หลวงปู่ยิ่งไม่สามารถเขียนหนังสือได้เลย ๓. ในช่วงใกล้มรณภาพ ท่านเจ้าคุณและพระภิกษุชาวสุรินทร์จำนวนมากได้แวดล้อมหลวงปู่อยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งมรณภาพ โดยหลวงปู่มีอาการกระสับกระส่ายทางกายอยู่ประมาณ ๕ นาที ด้วยการขยับแขนไปมาแต่ก็ “ไม่สำราญ” (ภาษาภาคกลางคือ “ไม่สบาย”) จากนั้นก็สงบนิ่งเงียบสนิทไปจนกระทั่งมรณภาพ เมื่อหลวงปู่มรณภาพแล้วได้มีการทำความสะอาดเตียงนอนของท่าน ทั้งบริเวณหัวเตียง บนเตียงและใต้เตียง ตลอดจนสำรวจสิ่งของในกุฏิ แต่ไม่มีพระเณรองค์ใดเห็นจดหมายสั่งเสียหรือสิ่งของใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งกุฏิมีเพียงเงินในตู้บริจาคจำนวน ๑๐,๕๐๐ บาทเท่านั้น ๔. ท่านเจ้าคุณยืนยันว่า หากจดหมายลับมีจริงและต้องการทราบว่าเป็นของหลวงปู่จริงหรือไม่ ให้นำไปให้ท่านดูได้ เพียงเห็นแวบเดียวก็ทราบความจริงได้แล้ว
คำชี้แจงของสวนสันติธรรมฉบับที่ ๖ เรื่องการยุบเลิกกรรมการสวนสันติธรรม เนื่องจากกรรมการสวนสันติธรรมหลายท่านที่ยังเหลืออยู่ ได้ถูกโน้มน้าว ชักจูง รวมถึงการข่มขู่ว่าจะถูกกลั่นแกล้งด้วยวิธีการต่างๆ หากไม่ถอนตัวจากการสนับสนุนหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ประกอบกับสวนสันติธรรมได้ปรับลดขอบเขตการทำงานลงด้วยแล้ว ดังนั้นสวนสันติธรรมจึงขอยุบเลิกกรรมการทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อลดแรงกดดันและภัยคุกคามที่กรรมการจะต้องได้รับ และขอขอบคุณกรรมการทุกท่านที่ได้ร่วมงานกันมาด้วยดี ทั้งนี้สวนสันติธรรมได้แต่งตั้งกรรมการเฉพาะกิจคณะหนึ่ง เพื่อดำเนินงานในระยะนี้ไปก่อนเป็นการชั่วคราวแล้ว อนึ่งในขณะนี้มีการขยายการโน้มน้าว ชักจูง และความกดดันไปยังบุคคล วัด สำนักปฏิบัติธรรม และองค์กรที่เคยสนับสนุนสวนสันติธรรมด้วย ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความตกต่ำทางด้านศีลธรรมภายในสังคมเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากชาวพุทธมีความไม่เข้าใจกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็น่าที่จะพยายามทำความเข้าใจกันด้วยความเมตตาภายใต้กรอบของศีลธรรม ไม่ใช่ใช้วิธีฟาดฟันประหัตประหารกันโดยไม่เลือกวิธีการ อย่างที่ทำกันอยู่ในขณะนี้
คำชี้แจงของสวนสันติธรรมฉบับที่ ๕ เรื่องผู้รู้เห็นเหตุการณ์ในบันทึก(ไม่ลับ)อุบาสกนิรนาม ด้วยปรากฏว่าได้มีการกล่าวหาหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อโน้มน้าวให้เกิดความเข้าใจผิดว่า หลวงพ่อปราโมทย์เมื่อสมัยที่ยังเป็นฆราวาส ได้เขียน “บันทึก(ไม่ลับ)อุบาสกนิรนาม” โดยไม่มีมูลความจริงนั้น สวนสันติธรรมจึงขอชี้แจงให้ทราบว่า “บันทึก(ไม่ลับ)อุบาสกนิรนาม” ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือนิตยสารโลกทิพย์เมื่อประมาณปี ๒๕๒๗ ซึ่งในสมัยนั้นนิตยสารโลกทิพย์เป็นหนังสือที่มีชื่อเสียงมาก ในหมู่ผู้สนใจการเข้าวัดปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เรื่องราวในบันทึกฉบับนี้เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ประเมินผลการปฏิบัติของศิษย์ ท่ามกลางบรรยากาศที่สงบสุขและร่าเริงในธรรมอย่างหาที่เปรียบมิได้ และท่านไม่ได้พูดกับอุบาสกผู้นั้นตามลำพัง แต่มีพระภิกษุรูปหนึ่งนั่งอยู่ด้วย ซึ่งในปัจจุบันพยานรู้เห็นท่านนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ และยังทรงจำเหตุการณ์ในคืนวันนั้นได้อย่างแม่นยำ บันทึกฉบับนี้มีที่มาจากหลวงพ่อพุธ ฐานิโย อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสาลวัน ได้บัญชาให้ศิษย์ผู้หนึ่งของหลวงปู่ดูลย์และเป็นศิษย์ของหลวงพ่อพุธด้วยเป็นผู้เขียนออกเผยแพร่ ผู้เป็นศิษย์จึงเขียนและส่งไปลงนิตยสารโลกทิพย์ ภายหลังที่หนังสือได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว ศิษย์ผู้นี้ได้ไปกราบหลวงพ่อพุธในเดือนต่อมา และท่านได้กล่าวว่า “มีคนหลายคนเอาหนังสือโลกทิพย์มาให้หลวงพ่ออ่าน แล้วถามหาคนเขียน หลวงพ่อก็บอกว่าเขามาอยู่บ่อยๆ” น่าเสียดายที่คำพูดของหลวงพ่อพุธคราวหลังนี้หาตัวพยานบุคคลไม่ได้แล้ว เพราะคนที่นั่งอยู่กับท่านในเวลานั้นไม่ทราบว่าใครเป็นใครบ้าง แต่ก็มีพยานแวดล้อมคือ เรื่องนี้ตีพิมพ์ในหนังสือที่พบเห็นได้ทั่วไปตามวัดต่างๆ และบันทึกเรื่องนี้ก็อ้างอิงถึงหลวงพ่อพุธโดยตรง ถ้าไม่เป็นความจริงท่านก็ต้องทราบและมีปฏิกิริยาปฏิเสธให้ได้รู้ได้เห็นกันบ้างแล้ว เพราะหลวงพ่อพุธท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียง มีคนเข้ากราบนมัสการวันหนึ่งๆ ไม่ใช่น้อยเลย การที่ท่านผู้หนึ่งผู้ใดที่ไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ จะกล่าวปฏิเสธหรือตีความสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ตนไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็น และไม่ได้อยู่ในบรรยากาศเหตุการณ์ขณะนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ขาดน้ำหนักมากทีเดียว
คำชี้แจงของสวนสันติธรรมฉบับที่ ๔ เรื่องภัตตาหารของหลวงพ่อปราโมทย์ ตามที่มีผู้ตั้งประเด็นว่าไม่เห็นหลวงพ่อปราโมทย์ออกบิณฑบาตนั้น ในความเป็นจริงตั้งแต่อุปสมบทมา หลวงพ่อปราโมทย์ก็ออกบิณฑบาตเป็นประจำทุกวันเว้นแต่วันที่อาพาธ แม้กระทั่งเมื่อย้ายมาอยู่สวนสันติธรรมใหม่ๆ ท่านก็ออกบิณฑบาตตามปกติ แต่ในปัจจุบันท่านจำเป็นต้องงดการออกบิณฑบาต เพราะมีปัญหาด้านการขับถ่าย และเนื่องจากน้ำหนักมากโดยกรรมพันธุ์ จึงมีปัญหาเกี่ยวกับข้อเท้าและเหนื่อยหอบง่ายทำให้ไม่สามารถเดินไกลได้ แม้กระทั่งการเดินจากกุฏิไปที่ศาลา บางวันก็ยังมีอาการเหนื่อยหอบอยู่เสมอ คณะศิษย์จึงเสนอให้ท่านงดออกเดินบิณฑบาต อย่างไรก็ตามหลวงพ่อปราโมทย์ได้ดำเนินตามแบบอย่างที่ครูบาอาจารย์เคยทำ คือรับอาหารบิณฑบาตจากพระลูกศิษย์ซึ่งไปบิณฑบาตกลับมา โดยพระอุปัฏฐากเป็นผู้จัดอาหารใส่บาตรถวายให้
คำชี้แจงของสวนสันติธรรมฉบับที่ ๓ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อมนตรีกับหลวงพ่อปราโมทย์ ในปัจจุบันมีการออกข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อมนตรี อาภสฺสโร กับหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ในทำนองว่าหลวงพ่อปราโมทย์แอบอ้างหรือแอบอิงหลวงพ่อมนตรี ในประเด็นต่างๆ คือ (๑) แอบอ้างว่าเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์เดียวกันคือหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ทั้งด้วยคำพูดและข้อเขียน ซึ่งไม่เป็นความจริง (๒) แอบอ้างว่าการจัดสร้างสวนสันติธรรมเป็นดำริเริ่มต้น ของหลวงพ่อมนตรี และต่อมาได้รับการพิสูจน์ภายหลังว่าไม่เป็นความจริง และ (๓) หลวงพ่อปราโมทย์ มีความพยายามที่จะแสดงให้ญาติธรรมเข้าใจว่า หลวงพ่อมนตรี ได้เขียนจดหมายรับรองโสดาปัตติผลให้กับ แม่ชีอรนุช สันตยากร และได้รับการพิสูจน์ภายหลังว่า ไม่เป็นความจริง สวนสันติธรรมขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้ ๑. กรณีแอบอ้างว่าเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์เดียวกัน เรื่องที่หลวงพ่อปราโมทย์เป็นศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล มีพยานบุคคลเป็นจำนวนมาก เฉพาะที่ยังดำรงชีวิตอยู่ก็เช่นท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ เจ้าอาวาสวัดบูรพาราม ท่านเจ้าคุณพระอาจารย์เยื้อน (ปัจจุบันท่านเป็นพระอาวุโสรองจากท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ) พระอาจารย์ทองพูน พระอาจารย์สุจินต์ พระอาจารย์ถนอม พระอาจารย์พลศรี พระอาจารย์พัฒนา ฯลฯ รวมทั้งอุบาสกอุบาสิกาทั้งในกรุงเทพและในจังหวัดสุรินทร์อีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากหลวงพ่อมนตรีท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์ ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่า ท่านไม่ได้เป็นศิษย์สำนักเดียวกันกับหลวงพ่อปราโมทย์ หลวงพ่อปราโมทย์ไม่เคยพบหลวงพ่อมนตรีที่วัดบูรพาราม แต่ได้พบหลวงพ่อมนตรีครั้งแรกที่วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา เมื่อประมาณปลายปี ๒๕๒๖ – ๒๕๒๗ เนื่องจากได้พาพระเชือน ปิยาจาโร ซึ่งเคยอุปัฏฐากหลวงปู่ดูลย์ในช่วงท้าย ไปกราบนมัสการหลวงพ่อพุธ ฐานิโย แล้วได้พบหลวงพ่อมนตรีกำลังเดินจงกรมอยู่ใต้ต้นไม้ หลังจากนั้นก็ได้พบกันเป็นครั้งคราวแต่ไม่บ่อยนัก ๒. กรณีแอบอ้างว่าหลวงพ่อมนตรีเป็นผู้ริเริ่มให้สร้างสันติธรรม เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่มีพยานบุคคลรู้เห็นเป็นจำนวนมาก และมีลำดับขั้นตอนของเรื่องนี้ดังนี้คือ ๒.๑ เดิมหลวงพ่อปราโมทย์จำพรรษาอยู่ที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี และได้มีญาติโยมหลายท่านพยายามเสนอที่จะสร้างวัดใหม่ที่กว้างขวางกว่าเดิมถวายให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสุภาพสตรีท่านหนึ่งได้เพียรเสนอเรื่องนี้หลายคราว แต่หลวงพ่อปราโมทย์ก็ปฏิเสธทุกคราว ต่อมาหญิงผู้นี้ได้แจ้งให้หลวงพ่อปราโมทย์ทราบว่า หลวงพ่อมนตรีเร่งเร้าให้ย้ายวัดได้แล้ว เพราะการอยู่ที่เดิมเป็นการกีดขวางพระรูปหนึ่งในจังหวัดใกล้เคียง (เรื่องนี้ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นคำกล่าวของหลวงพ่อมนตรีจริงตามที่หญิงผู้นั้นอ้างหรือไม่) เมื่อหลวงพ่อปราโมทย์ทราบว่าหลวงพ่อมนตรีต้องการให้ย้ายวัด ก็คิดจะย้ายตามบัญชาด้วยความเคารพในอาวุโส แต่คิดไม่ตกว่าควรไปอยู่ที่จังหวัดใด เพราะไม่ว่าคิดจะไปอยู่ที่ใด หญิงนั้นก็มาบอกทุกคราวว่าหลวงพ่อมนตรีไม่เห็นด้วย ในที่สุดหลวงพ่อปราโมทย์และคณะจึงเดินทางไปกราบหลวงพ่อมนตรีที่สวนพุทธธรรมป่าละอูเมื่อ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๘ โดยการอำนวยการของหญิงผู้นั้นและน้องสาวซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดหลวงพ่อมนตรี ๒.๒ เมื่อหลวงพ่อปราโมทย์เดินทางไปถึงสวนพุทธธรรม ก็พบว่าหลวงพ่อมนตรีมีบัญชาให้พระหลายรูปมารอต้อนรับที่ลานจอดรถ แล้วนำขึ้นไปที่ศาลาหินอ่อนบนเขา ซึ่งในขณะนั้นมีญาติโยมนั่งอยู่หลายคน (พร้อมจะเป็นพยานในเรื่องนี้ได้) และเมื่อหลวงพ่อปราโมทย์กราบถวายสักการะและเรียกท่านว่า “พระอาจารย์” ท่านก็ให้เรียกใหม่ว่า “หลวงพี่” หลวงพ่อปราโมทย์จึงกราบเรียนถามว่า “หลวงพี่จะให้ผมไปอยู่ที่ไหน” ท่านตอบทันทีว่า “ให้ไปอยู่ชลบุรี” หลวงพ่อปราโมทย์ก็รับว่าจะไปอยู่ตามนั้น ท่านก็มอบให้หญิงนั้นเป็นแกนกลางในการก่อสร้าง โดยบอกญาติโยมในที่นั้น และบอกในเวลาต่อมาอีกหลายวาระ ให้ไปช่วยกันก่อสร้าง ซึ่งเรื่องนี้มีพยานบุคคลเป็นจำนวนมาก ๒.๓ เมื่อการก่อสร้างสวนสันติธรรมแล้วเสร็จ หลวงพ่อปราโมทย์ก็เดินทางไปกราบเรียนและนิมนต์หลวงพ่อมนตรีไปร่วมงานฉลอง แต่ท่านขอตัว บอกว่าท่านไม่ชอบไปงานใดๆ ๒.๔ สำหรับการที่เวปวิมุตติถอดเรื่อง “กว่าจะเป็นสวนสันติธรรม” ออก ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะถูกจับผิด แต่เป็นเพราะเคารพในคำสั่งของหลวงพ่อมนตรี ที่ไม่ให้มีการเอ่ยอ้างถึงชื่อของท่านอีก ๓. การแอบอ้างว่าหลวงพ่อมนตรีเขียนจดหมายรับรองโสดาปัตติผลให้กับ แม่ชีอรนุช สันตยากร หลวงพ่อปราโมทย์ไม่เคยกล่าวอ้างเช่นนั้น เพราะเป็นเรื่องที่ผิดพระธรรมวินัยทั้งสำหรับหลวงพ่อมนตรีและหลวงพ่อปราโมทย์ แต่เป็นเพียงความเข้าใจผิดไปเองของผู้ฟังที่ได้ยินเรื่องที่ว่า หลวงพ่อปราโมทย์ได้เขียนจดหมายไปรายงานกิจการของสวนสันติธรรมหลายเรื่องต่อหลวงพ่อมนตรี รวมทั้งผลการปฏิบัติของพระในสวนสันติธรรมและแม่ชีอรนุชด้วย ซึ่งหลวงพ่อปราโมทย์ก็ไม่ได้กล่าวถึงมรรคผลใดๆ ของใครทั้งสิ้น แล้วหลวงพ่อมนตรีก็เขียนจดหมายชมเชยแม่ชีอรนุชว่า “เป็นผู้เสียสละอย่างยิ่งที่ก้าวตามท่านเข้ามาสู่มรรคาธรรมสายนี้ นับเป็นยอดหญิงที่เยี่ยมยอดมากในยุคสมัยนี้ ที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวเช่นนี้” (จดหมายต้นฉบับยังมีอยู่ที่สวนสันติธรรม) ไม่มีส่วนใดที่ท่านพยากรณ์มรรคผลของแม่ชีอรนุช แต่ญาติโยมทั้งหลายพอได้ยินว่าครูบาอาจารย์ชมเชยใคร ก็ชอบตั้งให้ผู้นั้นเป็นพระอริยบุคคล เวลาที่มีผู้หนึ่งผู้ใดคิดว่าตนเองเป็นพระอริยบุคคล หลวงพ่อปราโมทย์มักจะให้กลับไปคอยสังเกตจิตว่า ยังมีกิเลสที่พระอริยบุคคลชั้นนั้นต้องละได้เด็ดขาดแล้ว กลับบังเกิดขึ้นอีกหรือไม่ และกล่าวอยู่เนืองๆ ว่า “เอกสิทธิ์ในการพยากรณ์มรรคผลเป็นของพระพุทธเจ้าเท่านั้น” อนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างพระกับพระ เป็นเรื่องความเห็นต่างเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติธรรม ซึ่งท่านหนึ่งเน้นให้มีความเพียรไว้ก่อน ส่วนอีกท่านหนึ่งให้หัดรู้สภาวะเพื่อเจริญปัญญาไว้ก่อน เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงในตนเองบ้างแล้ว ก็จะเกิดศรัทธาและความเพียรที่แก่กล้ายิ่งขึ้นต่อไป ซึ่งการจะเน้นในเรื่องใดก่อนหลังที่แตกต่างกันนั้น เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังมีหลายประเภท เช่นวิริยาธิกะ กับปัญญาธิกะ เป็นต้น ดังนั้นใครชอบใจอย่างใด ก็ควรเลือกแนวทางปฏิบัติที่สมควรแก่ตนอย่างนั้น
คำชี้แจงของสวนสันติธรรมฉบับที่ ๒ เรื่องกลุ่มผู้มุ่งทำลายหลวงพ่อปราโมทย์ หลวงพ่อปราโมทย์ได้พยายามทุ่มเทแรงกายแรงใจเผยแผ่ธรรมะ จนปรากฏผลว่ามีผู้คนจำนวนมากซึ่งไม่เคยสนใจพระพุทธศาสนา ได้หันมาสนใจและได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดศรัทธาแน่นแฟ้นในพระพุทธศาสนา และเกิดกระแสความตื่นตัวทางธรรมอย่างขนานใหญ่ ท่ามกลางปรากฏการณ์เช่นนั้น ได้มีครูบาอาจารย์หลายรูปและผู้หวังดีจำนวนมาก คอยเตือนภัยให้หลวงพ่อปราโมทย์ทราบอยู่เสมอ ว่าให้ระวังกลุ่มที่มุ่งทำลายพระผู้ทำงานรับใช้พระศาสนา ซึ่งมีอยู่หลายจำพวก เช่น (๑) กลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อพระพุทธศาสนา (๒) กลุ่มที่เกิดความอิจฉาริษยาและต้องการแย่งชิงศรัทธาจากสาธุชน (๓) กลุ่มที่มีแนวความคิด ความเชื่อ และแนวทางปฏิบัติแตกต่างกัน (๔) กลุ่มที่ต้องการเข้ามาแอบอิงแสวงประโยชน์ หากไม่ได้ประโยชน์ที่ต้องการก็จะเกิดความคับแค้นและหาทางทำลายล้างด้วยความพยาบาท และ (๕) กลุ่มที่ต้องการสร้างชื่อเสียงตามกระแสสังคม คือหากพระรูปใดมีชื่อเสียงก็เข้าไปแอบอิง และหากพระรูปนั้นเกิดถูกใส่ร้ายโจมตีมากๆ ในระยะหลัง ก็จะเข้าร่วมโจมตีซ้ำเติมด้วยเพื่อความเป็นวีรบุรุษ เป็นต้น ทั้งนี้ครูบาอาจารย์และผู้หวังดีได้เตือนให้ระวังวิธีทำลายพระซึ่งมีอยู่หลายอย่าง นับตั้งแต่การวางยาพิษ การใส่ร้ายเรื่องผู้หญิง และการใส่ร้ายเรื่องเงิน เป็นต้น ภายหลังที่เกิดข่าวโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์มาเป็นระยะ ได้เกิดการรวมตัวเป็นขบวนการณ์ทำลายหลวงพ่อปราโมทย์โดยบุคคลหลายกลุ่ม และมีการกำหนดแผนงานประสานกันอย่างเป็นขั้นตอนมานานนับปี โดยแต่ละกลุ่มอาจมีความต้องการเบื้องหลังที่แตกต่างกัน แต่มีกิจกรรมที่ดำเนินการร่วมกันคือการโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์ ซึ่งปัจจุบันสามารถจำแนกกลุ่มเหล่านี้ได้ดังนี้คือ (๑) “กลุ่มที่เข้าใจผิดว่าหลวงพ่อปราโมทย์บิดเบือนคำสอนของครูบาอาจารย์” เป็นกลุ่มแรกที่ออกมาเคลื่อนไหวโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์ทาง internet แต่เป็นการกล่าวโจมตีที่ค่อนข้างไม่สุภาพ และหยิบยกคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์มาวิจารณ์อย่างไม่ประติดประต่อ (๒) กลุ่มสานุศิษย์ของพระผู้ใหญ่ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ (๓) กลุ่มอาฆาตแค้นเป็นการส่วนตัว และ (๔) กลุ่มเล่นตามสถานการณ์ ทั้งนี้ยังไม่พบว่ามีคนต่างศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำลายหลวงพ่อปราโมทย์
คำชี้แจงของสวนสันติธรรมฉบับที่ ๑ เรื่องการสร้างสถานการณ์ที่ศาลากาญจนาภิเษก เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๓ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช มีกำหนดการจะไปแสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน) ถนนแจ้งวัฒนะ ในระหว่างที่หลวงพ่อปราโมทย์กำลังเดินทางเพื่อไปแสดงธรรมนั้น คณะศิษย์ได้ติดต่อแจ้งขอให้ระงับการเดินทาง เนื่องจากมีข่าวว่ามีการเตรียมสร้างสถานกาณ์ในทำนองจะจับกุมหลวงพ่อปราโมทย์ในคดีอาญา โดย “กลุ่มผู้มุ่งทำลายหลวงพ่อปราโมทย์” ได้วางแผนไว้อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การปล่อยข่าวบิดเบือน เพื่อทำลายชื่อเสียงและทำลายศรัทธาของสานุศิษย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมีการสร้างสถานการณ์การจับกุมที่ศาลาลุงชินท่ามกลางญาติโยมกว่าพันคน (เพื่อให้เกิดภาพทางสังคมว่ามีการจับพระอลัชชี เมื่อสังคมคล้อยตามแล้วการทำลายหลวงพ่อปราโมทย์ก็จะทำได้ง่ายขึ้น และแม้ในภายหลังหากหลวงพ่อปราโมทย์เกิดชนะคดีขึ้นมา ก็ไม่เป็นข่าวเหมือนเมื่อมีการจับกุมในที่สาธารณะ) หรืออาจมีการดำเนินการอื่นเพื่อบีบบังคับให้หลวงพ่อปราโมทย์ลาสิกขา(สึก) เป็นต้น หลวงพ่อปราโมทย์จึงเดินทางกลับสวนสันติธรรม (เพราะหากมีการจับกุมในที่สาธารณะ อาจมีผู้ฉวยโอกาสก่อความรุนแรงขึ้น โดยอ้างว่าสานุศิษย์ของหลวงพ่อขัดขืนเจ้าพนักงาน) และรออยู่จนค่ำก็ไม่มีการจับกุมแต่อย่างใด ในความเป็นจริงแล้ว หากมีผู้แจ้งความกล่าวโทษผู้หนึ่งผู้ใดในคดีอาญา และไม่ใช่การกระทำผิดซึ่งหน้า ก็ชอบที่เจ้าพนักงานจะมีหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาไปพบ ไม่จำเป็นต้องจับกุมในที่สาธารณะ อันแสดงถึงเจตนาในการสร้างข่าวเพื่อทำลายชื่อเสียงของบุคคล ยิ่งกว่าการกล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีตามครรลองของกฎหมาย
แถลงการณ์ของสวนสันติธรรม เรื่องปณิธานของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช และการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานของสวนสันติธรรม ด้วยหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ได้บรรพชาอุปสมบท โดยมีปณิธานที่จะทำประโยชน์ ของตนในด้านจิตตภาวนาและปัญญาภาวนา รวมทั้งช่วยปลูกฝังศรัทธาและความเข้าใจเกี่ยวกับ พระพุทธศาสนาให้กับเพื่อนชาวพุทธเท่าที่พอจะทำได้ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่เร่าร้อน ได้อย่างสงบสุขตามสมควรแก่อัตภาพ และเป็นบาทฐานเพื่อการเจริญศีล สมาธิและปัญญา อันยิ่งขึ้นไปตามลำดับ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมานับว่าประสบความสำเร็จที่น่าพอใจแล้ว เพราะเพื่อนชาวพุทธจำนวนมากทั่วโลก ได้บังเกิดความตื่นตัวในการศึกษาปฏิบัติธรรม และเห็นผลความ เปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ว่าพระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรมเพื่อความพ้นทุกข์มีจริง และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้ามีจริง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้คนจำนวนมากสนใจการปฏิบัติตามแนวทางที่หลวงพ่อปราโมทย์สอน ได้ก่อผลกระทบโดยไม่เจตนาต่อบุคคลบางคนบางกลุ่ม จนมีการปลุกกระแสต่อต้านหลวงพ่อปราโมทย์แม้ด้วยวิธีการที่ผิดศีลผิดธรรม ซึ่งหลวงพ่อปราโมทย์และสวนสันติธรรมได้พยายามอยู่ในความสงบตลอดมา เนื่องจากเกรงว่าความขัดแย้งจะบานปลายเป็นการแยกพวกของชาวพุทธ แต่นับวันกระแสความรุนแรงยิ่งเพิ่มมากขึ้น จนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ในแวดวงของชาวพุทธ หลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้ประกาศธรรมเพราะหวังชื่อเสียงหรือลาภสักการะ และไม่ได้เห็นว่าตนเองสำคัญไปกว่าความสงบร่มเย็นในแวดวงของชาวพุทธ ดังนั้นเพื่อลดความขัดแย้งต่างๆ ลง หลวงพ่อปราโมทย์และสวนสันติธรรมจะลดการเผยแผ่ในวงกว้างลงเท่าที่จะทำได้ เช่น (๑) การยุติการผลิต CD แผ่นใหม่ (๒) การยกเลิกการเผยแผ่ธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ทางเวปวิมุตติ และ (๓) การเจรจาเพื่อขอยกเลิกการนิมนต์แสดงธรรมนอกสถานที่ซึ่งได้รับไว้แล้ว ให้มากที่สุดเท่าที่เจ้าภาพจะยอมรับได้ เป็นต้น ส่วนกรณีที่บุคคลอื่นหรือเวปไซท์อื่นจะนำหนังสือหรือ CD ที่เผยแพร่ไว้แล้วทางเวปวิมุตติไปใช้ประโยชน์ที่ไม่ใช่การพาณิชย์ เป็นสิ่งที่สวนสันติธรรมไม่สามารถจะเข้าไปห้ามได้ เพราะธรรมะเป็นของกลาง ไม่ใช่ของผู้หนึ่งผู้ใดที่จะกีดกันหวงห้ามได้ สวนสันติธรรมขอยืนยันว่า ไม่ได้หวั่นเกรงต่อการใส่ร้ายที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลาย เพราะการดำเนินงานที่ผ่านมาได้กระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมีพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ความจริงได้เสมอ ทั้งขอยืนยันว่าหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช เป็นศิษย์ที่ได้ศึกษาธรรมโดยตรงจากหลวงปู่ดูลย์ อตุโล โดยมีพระมหาเถระเช่นท่านพระราชวรคุณ เจ้าอาวาสวัดบูรพารามและเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์(ธ) ผู้เป็นทั้งหลานและศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่มากที่สุด (ท่านจึงสามารถเรียบเรียงคำสอนของหลวงปู่ออกมาเป็นหนังสือ “หลวงปู่ฝากไว้” ได้น่าอ่านอย่างยิ่ง) และมีศิษย์ร่วมสำนักเป็นพยานรู้เห็นเป็นจำนวนมาก ทั้งยังได้รับการยอมรับจากพระมหาเถระผู้แตกฉานรอบรู้ในคำสอนของ หลวงปู่ดูลย์ว่า หลวงพ่อปราโมทย์เป็นผู้ประกาศเกียรติคุณและคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ให้กว้างขวางเป็นประโยชน์แก่มหาชนจำนวนมาก นอกจากนี้หลวงพ่อปราโมทย์ยังได้ศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจากพ่อแม่ครูอาจารย์อีกหลายรูป ซึ่งก็มีพยานรู้เห็นทั้งพระและฆราวาสเช่นกัน ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ไม่รู้ไม่เห็นด้วยตนเองจะชี้ขาดปฏิเสธได้ตามความพอใจ สวนสันติธรรมไม่กล่าวร้ายล่วงเกินท่านผู้หนึ่งผู้ใด แต่ขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการตามกฏหมายในกรณีที่จำเป็นต่อไป
|