ฉบับถัดไป >

เหนือสุข เหนือทุกข์

      เมื่อพูดถึงเรื่องทุกข์ ก็มักเข้าใจกันไปว่า พุทธศาสนาสอนให้รังเกียจความทุกข์ ทั้งที่จริงๆ
แล้วพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เรารังเกียจความทุกข์ อีกทั้งไม่ได้สอนให้เราแสวงหาความสุข
แต่อย่างใด เพราะทั้งความทุกข์และความสุข ก็เป็นเพียงสภาวะอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่
ต้องดิ้นรนเอามาเป็นเจ้าของหรือไม่ใช่สิ่งที่ต้องผลักไสทิ้งไป

      โดยความเป็นจริงของสรรพสัตว์แล้ว คนเราก็ย่อมต้องเจอะเจอทั้งความทุกข์และความสุข
สลับกันไป ไม่มีโอกาสที่จะเลือกรับแต่ความสุขโดยไม่รับความทุกข์ได้เลย ทั้งนี้ก็เพราะสรรพ
สัตว์ย่อมมีกรรมเป็นเครื่องตกแต่ง ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้นั่นเอง นั่นหมายถึงว่า คน
เราจะเจอสุขหรือเจอทุกข์ก็ย่อมขึ้นอยู่กับผลของกรรมที่ได้เคยทำเอาไว้นั่นเอง

      และการที่เราต้องเจอะเจอกับความทุกข์ทั้ง ๆ ที่เราก็ทำแต่ความดี ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่
อย่างใด เพราะหากเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เราต้องรับผลจากการทำกรรมไม่ดีเอาไว้ เราก็ย่อม
ต้องรับผลนั้น แม้ว่าเรากำลังทำกรรมดีอยู่อย่างสม่ำเสมอก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่ากรรมดีที่เราทำ
นั้นจะไม่ให้ผล เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะได้รับผลจากการทำกรรมดีเท่านั้นเอง

      ลองย้อนมาดูตัวเองกันนะว่า ยามที่เราต้องเจอะเจอความทุกข์ เช่น เจ็บป่วย สูญเสียคนรัก ฯลฯ
จิตใจเราเป็นอย่างไร

      นึกออกไหมว่าจิตใจตอนนั้นเป็นทุกข์มาก อยากจะพ้นไปจากความทุกข์เหลือเกิน แต่ไม่ว่าจะทำ
อย่างไร ก็ไม่อาจหลุดพ้นออกมาจากทุกข์ตรงนั้นได้อย่างที่ต้องการ บางครั้งยิ่งดิ้นรนจะออก
จากทุกข์ ก็กลับรู้สึกทุกข์มากกว่าเดิมอีก เหมือนเจอทุกข์สองชั้น ชั้นแรกทุกข์ เพราะเรื่องราวที่
เกิดขึ้น ชั้นที่สองคือทุกข์เพราะอยากและดิ้นรนที่จะไม่ทุกข์นั่นเอง

      เอาใหม่ ทีนี้ลองย้อนมาดูจิตใจตัวเองตอนที่กำลังมีความสุขกันบ้าง เช่น ได้ทานของดี ๆ อร่อย ๆ
ได้เจอคนรัก ได้ในสิ่งที่ต้องการ ฯลฯ นึกออกใช่ไหมว่าจิตใจตอนนั้นมันเป็นสุขอย่างไร ปกติ
แล้วคนเราก็จะพึงพอใจกับความสุขที่เกิดขึ้น และเราก็จะนึกรักและหวงแหนความสุขเอาไว้
หาทางรักษาความสุขเอาไว้ ดิ้นรนแสวงหาหรืออยากทำให้มีความสุขแบบนั้นอีก

      เมื่อมีสุขแบบนี้ก็ดิ้นรนแสวงหาให้ได้ความสุขแบบอื่นไม่รู้จักจบจักสิ้น โดยไม่รู้เลยว่า ความ
สุขนั้นมันก็แค่เพียงสภาวะที่เกิดขึ้น แล้วก็ต้องมีอันเสื่อมไป พอความสุขเสื่อมไป ก็เลยต้องเป็น
ทุกข์เพราะสูญเสียความสุขไป

      คนเราโดยทั่วไปแล้วจะหลงเพลิดเพลินไปกับความสุข หาหนทางที่จะสร้างความสุขให้ตัว
เอง เมื่อมีความทุกข์ก็ไม่พอใจหาทางทำลายความทุกข์นั้นด้วยอุบายร้อยพันแปด วนเวียนกัน
อยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้น

      แต่สำหรับคนบางคนแล้ว การได้รับความสุขกลับไม่ได้ทำให้จิตใจเขาต้องหลงไหล
เพลิดเพลินกับความสุข เมื่อต้องเจอะเจอเรื่องราวที่เป็นทุกข์ก็ไม่ได้ทำให้จิตใจเขาต้องเป็นทุกข์ไป
ด้วย ดั่งเช่นครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เราเห็นว่าท่านกำลังป่วยหนักใกล้ที่จะมรณภาพเต็มที
(ซึ่งหากเป็นคนทั่วไปอย่างเรา ๆ ละก็จิตใจย่อมต้องเป็นทุกข์ไม่มากก็น้อย) ถ้าลูกศิษย์ลูกหาไป
กราบเรียนถามท่านว่า หลวงปู่ป่วยหนักขนาดนี้จิตใจเป็นทุกข์บ้างไหม ท่านก็จะตอบว่า จิตใจ
ไม่ได้เป็นทุกข์อะไรเลย

      การที่คนเราจะมีจิตใจที่ไม่เพลิดเพลินกับความสุข ไม่เป็นทุกข์เมื่อยามเจอะเจอความทุกข์
ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และไม่เกินกว่าที่คนเราจะมีจิตใจแบบนี้ได้ ด้วยเพราะสภาวะนี้เป็นสภาวะ
ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เพียงแต่คนทั่วไปยังมองไม่เห็นเท่านั้น แล้วจะเห็นได้อย่างไรละ
ก็เห็นได้ด้วยการปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนานี่เอง และหลักนั้นก็ไม่ได้มีอะไรมากมายเลย
แค่หลักของ อริยสัจจ์ 4 ก็เพียงพอที่จะทำให้เราเห็นสภาวะที่จิตใจไม่เพลิดเพลินไปกับความสุข-
ไม่เป็นทุกข์ไปกับความทุกข์ได้ หรือใครจะใช้หลักพุทธศาสนาอื่น ๆ เช่นหลักของ ทาน-ศีล-ภาวนา
หรือหลักของ ศีล-สมาธิ-ปัญญา ก็ได้เหมือนกัน

      หรือใครจะใช้หลักปฏิบัติตามที่ครูบาอาจารย์แนะนำไว้ก็ได้ เช่น หลักที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
ได้แนะไว้ว่า ... หลักธรรมที่แท้จริงนั้นคือจิต ให้กำหนดดูจิต ให้เข้าใจจิตตัวเองให้ลึกซึ้ง
เมื่อเข้าใจจิตตัวเองลึกซึ้งแล้ว นั่นแหละได้แล้วซึ่งหลักธรรม....(สาธุ) หลักธรรมที่ท่านพูดถึงนั้น คือ
การที่จิตเราไม่หลงเพลิดเพลินไปกับความสุข ไม่เป็นทุกข์เพราะเรื่องราวความทุกข์ต่าง ๆ
หรือจะพูดว่า เป็นจิตที่พ้นไปจากกองทุกข์ก็ได้

      การที่จะพ้นไปจากกองทุกข์ได้นั้น เราเองต้องปฏิบัติตามหลักของพุทธศาสนาที่ถูกต้อง คือ
ถ้าจะให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ เจริญปัญญา ก็ต้องทำอย่างถูกต้อง หรือถ้าจะทำกิจของอริยสัจจ์ที่ประกอบด้วย
ทุกข์ให้รู้ สมุทัย (เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์) ให้ละ นิโรธ(ความพ้นไปจากทุกข์) ควรทำให้แจ้ง
และมรรค (ทางที่จะพาให้พ้นไปจากทุกข์) ควรทำให้มาก ก็ต้องทำกันให้ถูกต้อง

      หากจะดูจิตกันตามที่หลวงปู่ดูลย์และครูบาอาจารย์แนะนำสืบต่อกันมา
ก็ต้องดูจิตกันให้ถูกต้อง


ฉบับถัดไป >