| < ฉบับก่อน | ฉบับถัดไป > |
แต่พอคล้อยหลังการรับศีลไปเพียงไม่นาน ก็จะมีหลายคนที่ลืมไปเลยว่า เราเพิ่งจะรับศีล 5 มา
แล้วก็เผลอลืมตัวตบยุงที่บินมากัดเอาเสียงดัง แป๊ะ พร้อมกับมีอารมณ์สะใจที่เห็นยุงถูกตบจนเละคามือ
อย่างนี้ก็เท่ากับว่าการรับศีลนั้นเป็นเพียงแค่ปากพูดไปตามพิธีกรรมมากกว่าที่จะตั้งใจน้อมนำมารักษากันอย่างจริงจัง
ทั้งๆ ที่เรื่องการรักษาศีลนี้ถือได้ว่าเป็นย่างก้าวแรกที่สำคัญในการปฏิบัติธรรมเลยทีเดียว
จะมีการเผลอลืมตัวลืมใจตนเองกันตลอดเวลา และมักทำอะไรไปตามความเคยชินและขาดความเข้าใจต่อความจริง
ซึ่งตรงนี้ก็จะตรงกับหลักของพุทธศาสนาที่ว่า จิตคนเราจะมีอวิชชาครอบคลุมอยู่
หากเราปล่อยให้จิตใจตกอยู่ภายใต้อำนาจอวิชชาแต่อย่างเดียว
โดยไม่หาหนทางที่จะปลดเปลื้องอวิชชาออกไปละก็
จิตของเราก็จะไหลไปตามอำนาจอวิชชาและในที่สุดจิตก็จะตกลงสู่ภูมิที่ต่ำลง
เปรียบเหมือนน้ำที่โดยธรรมชาติแล้วย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำนั่นเอง
ถ้าเราไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังธรรมถึงแนวทางปฏิบัติตามหลักของพุทธศาสนา
แต่นับว่าเรายังโชคดีมีวาสนากันไม่น้อยทีเดียว ที่ในยุคนี้ พ.ศ.นี้
ยังมีธรรมในพระพุทธศาสนาให้ได้ยินได้ฟังและได้ปฏิบัติตาม จึงไม่ควรที่จะปล่อยให้โอกาสดีๆ เช่นนี้ให้ผ่านไป
โดยที่เราไม่ได้ไขว่คว้ามาใช้ประโยชน์อะไรเลย
ใครที่คิดแบบนี้ก็ขอให้ลองคิดกันใหม่ ลองตั้งใจรักษาศีลดูก่อน เอาแค่ศีล 5 ก็พอ รักษาที่ไหนละ ก็ที่บ้านที่ทำงาน
หรือรักษากันในชีวิตประจำวันนี้แหละ ยังไม่ต้องไปอยู่วัดเข้าคอร์สก็ได้
เอาไว้พอจะรักษาศีลได้บ้างแล้วหรือรู้วิธีการปฏิบัติได้บ้างแล้ว ก็ค่อยหาเวลาเข้าวัดเข้าคอร์สกันต่อไป
การรักษาศีลในชีวิตประจำวัน ก็ไม่ได้มีอะไรมากมายเลย ไม่ต้องไปวัดเพื่อขอรับศีลจากพระก็ได้
แค่เพียงกำหนดตั้งใจกับตัวเองว่า เอาละ ต่อจากนี้ไปเราจะตั้งใจรักษาศีล 5 แล้วก็เริ่มรักษาศีลกันได้เลย
เพราะคนเรานั้นจะทำสิ่งใดได้ก็จากการปรุงแต่งของจิต เช่น การลงมือตบยุงสักตัว
ถ้าจิตไม่ปรุงแต่งที่จะตบยุงแล้วละก็ ร่างกายมันไม่มีทางที่จะตบยุงไปได้เองหรอก
แต่บางคนอาจรู้สึกว่าเราไม่ได้ตั้งใจตบยุง แต่ร่างกายมันตบของมันเอง อันนี้ต้องหัดดูจิตตัวเองให้เป็นแล้วจะพบว่า
ที่เราไม่เคยรู้สึกว่าจิตมันปรุงแต่งว่าจะตบยุงนั้น จริงๆ
แล้วจิตมันปรุงแต่งไปเรียบร้อยแล้วแต่เราไม่มีสติพอที่จะรู้ได้ต่างหาก เพราะกระบวนการปรุงแต่งของจิตนั้น
มันรวดเร็วกว่างูแลบลิ้นหลายร้อยพันเท่าเสียอีก
ไม่ต้องดูให้ได้ตลอดทุกวินาทีหรอก หัดดูจิตตัวเองไปแบบไม่เคร่งเครียดแล้วจะเห็นได้ว่า พอมียุงบินมากัดเรา
จิตมันจะเกิดการปรุงแต่งไปโดยอัตโนมัติ คือเกิดความไม่พอใจที่ถูกยุงกัด
ซึ่งถ้าใครเกิดเห็นจิตปรุงแต่งเป็นความไม่พอใจนี้ได้ จิตที่ไหลไปกับความไม่พอใจก็จะดับลง
เกิดเป็นจิตที่มีสติสัมปชัญญะ (ภาษานักดูจิตจะพูดกันว่า จิตเกิดความรู้สึกตัวขึ้น หรือพูดย่อๆ ว่า รู้สึกตัว)
ซึ่งจะเป็นจิตที่ตั้งมั่นไม่หลงไปตามอำนาจของอวิชชา เป็นเหตุให้การตบยุงเกิดขึ้นไม่ได้
ถ้าใครดูจิตตัวเองได้แม้เพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้ปฏิบัติธรรมครบทั้งศีล สมาธิ และปัญญากันเลยทีเดียว
เพราะพอดูจิตได้ยุงก็ไม่ตบ (ศีลก็ไม่ขาด) จิตก็ตั้งมั่นไม่หลงไปตามความปรุงแต่ง (จิตที่ตั้งมั่นก็คือ สมาธิ)
และก็จะเห็นว่า จิตมันไม่เที่ยงนะ เมื่อกี้ยังไม่พอใจยังเป็นอกุศลจิตอยู่เลย พอเกิดสติสัมปชัญญะแค่แวบเดียวจิต
ก็เปลี่ยนเป็นกุศลจิตแล้ว การเห็นจิตเปลี่ยนแปลงไปนี้ ก็คือการเห็นความจริงของจิต
ซึ่งก็คือเริ่มมีปัญญาได้แล้วนั่นเอง
ใครที่ตั้งใจรักษาศีลแล้วแต่ก็ยังเผลอตบยุงตายจนได้นั้น
ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่คิดจะรักษาศีลไม่คิดจะย้อนมาหัดดูจิตตัวเอง การเผลอตบยุงไปแล้วเกิดระลึกขึ้นได้ว่า
อ้าวเผลอตบยุงอีกแล้ว ศีลขาดอีกแล้ว หากเราระลึกได้แล้ว (แม้จะช้าจนตบยุงไปแล้วก็ตาม)
ก็ให้เราคิดตั้งใจขึ้นใหม่ว่า เราจะรักษาศีล 5 ต่อไปเราจะหัดย้อนมาดูจิตตัวเองต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ
เกิดเป็นจิตที่รู้สึกตัวได้เหมือนกับคนอื่นเขาเช่นกัน โดยแต่ละคนก็จะมีช่วงจังหวะการเกิดจิตรู้สึกตัวได้แตกต่างกันคือ
เกิดขึ้นขณะที่กำลังเงื้อมือจะตบยุง หรือเกิดขึ้นขณะที่เห็นความไม่พอใจ
หรือเกิดขึ้นขณะที่รู้สึกถึงความวูบไหวของจิตเมื่อถูกยุงกัดก็ได้
ไม่ช้าไม่นานเกินรอหรอกเราจะพบว่า จากเดิมที่จิตใจเรามีแต่จะเผลอหลงไปตามความคิดปรุงแต่ง
เผลอหลงไปตามกิเลสตัณหา ก็จะเปลี่ยนไปเป็นจิตที่รู้เท่าทันความคิดปรุงแต่งมากขึ้น รู้เท่าทันกิเลสตัณหามากขึ้น
แล้วเราก็จะรู้สึกซาบซึ้งในรสพระธรรมได้อย่างน่าอัศจรรย์นัก
| < ฉบับก่อน | ฉบับถัดไป > |