| < ฉบับก่อน | ฉบับถัดไป > |
มือเก่าอีกหลายคนที่หัดดูจิตกันมานานแล้วก็ยังมีคำถามอยู่เหมือนกัน คงเพราะดูอย่างไร ก็ยังดูไม่เป็นนั่นเอง
ก่อนอื่นขอให้ทำความเข้าใจกันก่อนว่า การดูจิตนั้นหมายถึง การตามรู้สิ่งที่ปรากฏทางใจด้วยจิตที่รู้สึกตัว
ไปจม-แช่-แนบแน่นกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ ซึ่งกระบวนการที่จิตส่งออกไปนี้ จะเกิดขึ้นเร็วมาก จนมักสังเกตไม่ได
และมักรู้ได้หลังจากที่จิตส่งออกไปแล้ว เช่น ทันทีที่มีเรื่องไม่พอใจมากระทบ จนเกิดความโกรธขึ้น
จิตก็จะส่งออกไปจม-แช่-แนบแน่นกับความโกรธ (จิตมีโทสะ) จิตที่ส่งออกไปนี้เป็นจิตที่ปราศจากความตั้งมั่น
ปราศจากความรู้สึกตัวหรือปราศจากสัมปชัญญะนั่นเอง
เมื่อหมดเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความโกรธแล้ว ก็จะมีเหตุปัจจัยอื่นมาทำให้เกิดอารมณ์ทางใจอื่นๆ
แล้วจิตก็ส่งออกไปจม-แช่-แนบแน่นกับอารมณ์อันใหม่อีก
โกรธเรื่องอะไร หัดดูจิตที่มีความโกรธเท่านั้น ดูแล้วจะหายโกรธหรือไม่ก็ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องทำอะไร เพื่อให้หายโกรธ
แค่ดูจิตที่มีความโกรธไปเรื่อยๆ โกรธเมื่อไหร่ก็ดูเมื่อนั้น และถ้าจะดูจิตให้เป็นเร็วๆ ก็ต้องหัดดูจิตให้บ่อยๆ โกรธก็ดูจิต ร้องไห้ก็ดูจิต
ยิ้มก็ดูจิต หัวเราะก็ดูจิต เห็นสาวสวยก็ดูจิต เป็นต้น หัดดูจิตไปเรื่อยๆ สบายๆ ไม่ต้องเพ่งจ้อง ไม่ต้องคอยควบคุมจิต
จิตจะเป็นอย่างไรก็ปล่อยให้จิตเป็นไปตามเหตุปัจจัย เราเพียงแค่ตามรู้ว่า จิตเป็นอย่างนั้นไปก็เพียงพอแล้ว
จิตที่กำลังส่งออกไปจม-แช่-แนบแน่นกับความโกรธก็จะดับลง แล้วเกิดเป็นจิตที่มีความตั้งมั่น (ไม่ส่งออกไปจม-แช่-แนบแน่นกับความโกรธ)
และจะรู้ได้ถึงจิตที่มีความโกรธ ซึ่งเพิ่งดับไปสดๆ ร้อนๆ โดยไม่รู้สึกไม่พอใจที่จิตส่งออกไปจม-แช่-แนบแน่นกับความโกรธ
ลักษณะของจิตที่ตั้งมั่น ไม่ส่งออก และตามรู้จิตได้โดยปราศจากความยินดี-ไม่ยินดีนี้
ก็คือ จิตที่มีความรู้สึกตัว (พูดย่อๆ กันว่า รู้สึกตัว) หรือจะพูดว่าจิตมีสติสัมปชัญญะก็ได้
จิตที่รู้สึกตัวหรือมีสติสัมปชัญญะนี่เอง ที่นับเป็นหลักที่หนึ่งในการเดินทางที่มีความพ้นจากทุกข์เป็นจุดหมายปลายทาง
มีความเข้าใจต่อกายต่อจิตเองมากขึ้น จนกระทั่งเกิดความเข้าใจได้ว่า กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา จิตนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา
กายนี้เกิดขึ้นแล้วก็ย่อมเสื่อมสลายดับไป จิตนี้เกิดขึ้น แล้วก็ย่อมเสื่อมดับไปเช่นกัน
แล้วจะทำให้ความเห็นผิดว่ากายนี้ จิตนี้เป็นตัวเรา ถูกละออกไปอย่างชนิดไม่กลับไปเห็นผิดอีกเลย
เมื่อตามรู้ตามดูจิตต่อไปอีก ก็จะเห็นความจริงของกายนี้จิตนี้มากขึ้น จนถึงที่สุดก็จะปล่อยวางกายปล่อยวางจิต
เมื่อปล่อยวางกายปล่อยวางจิตได้ สภาวะที่เรียกว่า นิพพาน ก็จะปรากฏขึ้น
ก็ขอให้เข้าใจกันด้วยว่า ไม่ว่าใครจะถนัดใช้รูปแบบใดในการหัด เช่น เดินจงกรม หรือรูปแบบอื่น ก็ให้หัดไปตามที่ถนัดนั่นแหละ
แต่หัดแล้วก็ไปให้ถึงหลักที่หนึ่งคือ หัดแล้วให้เกิดมีจิตที่รู้สึกตัวให้ได้กันก่อนนั่นเอง
สภาวะที่ว่านี้ ก็คือ จิตที่ลืมตัวหรือจิตที่เผลอไป จิตที่ลืมตัวหรือเผลอไปนี้ มีลักษณะที่มัวแต่สนใจรับรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
โดยไม่รู้สึกเลยว่ามีตัวเองปรากฏอยู่ในโลกนี้ ตัวอย่างเช่น (ลองนึกตามไปด้วยนะ) ขณะกำลังดูทีวีเชียร์ฟุตบอลทีมโปรดแข่งอยู่นั้น
เคยสังเกตไหมว่า ขณะกำลังลุ้นทีมโปรดยิงประตูคู่แข่งอยู่นั้น จิตจะส่งออกไปอยู่ในจอทีวีจนไม่รู้สึกเลยว่ามีตัวเองกำลังดูทีวีอยู่
แบบนี้แหละที่เรียกกันว่า ลืมตัว หรือจะเรียกว่า เผลอไป ก็ได
้
หากยืนพูดโทรศัพท์อยู่ก็จะไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ หรือถ้าขับรถอยู่ก็ลืมไปเลยว่าขับรถอยู่ เขาจึงได้ห้ามพูดโทรศัพท์ระหว่างขับรถ
เพราะจิตที่อยู่ในสภาวะลืมตัวนี่แหละที่เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่าย
การหัดตามรู้ตามดูจิตที่ลืมตัวหรือเผลอไปนั้นหัดกันอย่างไร
| < ฉบับก่อน | ฉบับถัดไป > |