< ฉบับก่อน

ทุกข์ให้รู้

      ลักษณะอย่างหนึ่งที่คนเราทั่วไปเป็นกันอยู่ก็คือ เมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองกำลังมีความทุกข์
เราก็มักจะหาทางขจัดความทุกข์ออกไป ซึ่งวิธีการขจัดความทุกข์ของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไปตามเหตุการณ์
และตามที่ตัวเองจะมีความสามารถกระทำได้ อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับความมีสติสัมปชัญญะในขณะนั้นด้วย
ลองนึกดูก็ได้ว่า เมื่อเราเองรู้สึกมีความทุกข์ เราทำอย่างไรกันบ้างเพื่อหวังจะขจัดความทุกข์ออกไป
เราเคยไปกินเหล้าให้หายกลุ้มหรือเปล่า เราเคยโทรศัพท์ไปหาเพื่อนแล้วก็ด่าคนที่ทำให้เราโกรธหรือเปล่า
เราเคยทำอะไรที่ทำแล้วมีความสุขเพื่อจะได้ลืมความทุกข์กันหรือเปล่า ฯลฯ
เชื่อได้เลยว่า แต่ละคนย่อมต้องผ่านการขจัดความทุกข์ด้วยวิธีต่าง ๆ มากันไม่น้อยแล้ว

      นึกดูนะว่า พอกลุ้มใจก็ไปกินเหล้า แต่พอหายมึนหายเมาก็กลุ้มอีกใช่ไหม
หรือได้ด่าคนที่ทำให้เราโกรธ...(สะใจดี) ด่าแล้ววันหลังไปเจอหน้าเขาก็ยังโกรธอยู่อีกใช่ไหม
บอกให้เลยว่า การขจัดความทุกข์แบบนี้ มันไม่ช่วยให้เราขจัดความทุกข์ออกไปได้อย่างแท้จริงหรอก
เพราะเราไม่รู้เลยว่าการขจัดความทุกข์ออกไปนั้น มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
ไม่ได้แก้ลงไปที่ต้นเหตุของความทุกข์อย่างแท้จริง
เรายังรู้ได้แค่เพียงว่า ถ้าเราทำให้ความทุกข์ที่เป็นอยู่หายไปเราก็จะไม่ทุกข์
จึงเอาแต่หาทางขจัดความทุกข์ทิ้งไปโดยไม่รู้เลยว่า
การขจัดความทุกข์อย่างหนึ่งทิ้งไปได้ ก็จะมีความทุกข์อีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมาแทนที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น
เราไม่เคยรู้เลยว่า เราเองเอาแต่เกลียดทุกข์กันอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเกลียดทุกข์ จึงเที่ยวดิ้นรนหาความสุข ดิ้นรนสร้างความสุขให้ตัวเอง
เพียงเพื่อต้องการเอาความสุขมากลบเกลื่อนความทุกข์ หรือเพียงเพื่อหวังจะไม่ให้ตัวเองมีความทุกข์เกิดขึ้น

      ทำไมคนเราจึงมองไม่ออกว่า การดิ้นรนให้ได้ความสุข หรือการขจัดความทุกข์ทิ้งไปนั้น
มันเป็นเหมือนกับเราต้องตกอยู่ในวังวนของความทุกข์ไม่รู้จักจบจักสิ้น
เหตุที่คนเรามองไม่ออกก็เพราะ เราไม่เคยที่จะหัดรู้หัดดูทุกข์นั่นเอง
เมื่อเราไม่เคยหัดรู้หัดดูทุกข์ เราก็จะไม่รู้จักหน้าตาที่แท้จริงของทุกข์
เราจึงไม่เคยเห็นว่า แท้จริงแล้วการดิ้นรนให้ได้ความสุข หรือการขจัดความทุกข์ทิ้งไป
ก็คือการวนเวียนอยู่ในวังวนของความทุกข์ พอเป็นทุกข์ก็ทำโน่นทำนี่เพื่อให้หายทุกข์-เพื่อให้มีความสุข
พอหายทุกข์-มีความสุข ก็พอใจกับความสุข ไม่เห็นเลยว่าความสุขนั้นมันก็แค่สุขเพียงชั่วครู่ชั่วคราว
ไม่เห็นเลยว่าในความสุขนั้นมันแฝงไปด้วยหลุมพรางให้ต้องตกไปเป็นทุกข์อีก
คนเราโดยทั่วไปจึงเอาแต่หลงไปเกลียดทุกข์-หลงไปชอบสุข หลงขจัดทุกข์-หลงสร้างสุขกันอยู่ตลอดเวลา

      พระพุทธเจ้าซึ่งรู้แจ้งเรื่องทุกข์นี้อย่างดีที่สุดแล้ว ได้ตรัสสอนทางที่จะพาให้พ้นไปจากทุกข์ได้อย่างแท้จริงเอาไว้ว่า "ทุกข์ให้รู้"
ดังนั้นในฐานะของชาวพุทธ เราจึงมีกิจที่พึงกระทำต่อทุกข์ที่กำลังปรากฏอยู่คือ เราต้องหัดรู้ทุกข์ให้เป็น

      รู้ทุกข์ รู้ไปที่ไหน? ก็รู้ลงที่กายที่ใจเรานี่เองแหละ ไม่ต้องไปรู้ที่กายที่ใจคนอื่นหรอก
ที่ต้องรู้มาที่กายที่ใจเราเองก็เพราะ กายใจเราเองนี่แหละที่เป็นที่เกิดของทุกข์ และกายใจเรานี่เองแหละที่เป็นตัวทุกข์
ดังนั้นหากจะหัดรู้ทุกข์ ก็ต้องหัดรู้ลงมาที่กายที่ใจเราเองเท่านั้น
แต่อย่าลืมนะว่า ทุกข์ให้รู้เท่านั้นนะไม่ใช่ให้ขจัดไม่ใช่ให้ละ
ส่วนที่ต้องละจริง ๆ แล้วคือ ละสมุทัย หรือละเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (สมุทัยให้ละ)
และการละสมุทัยกันจริง ๆ เราก็เพียง รู้ทุกข์ให้ถูกต้องเท่านั้น เมื่อรู้ทุกข์ได้ถูกต้อง
จิตที่เป็นทุกข์ก็จะดับไป เกิดเป็นจิตที่รู้ตื่นเบิกบาน
จึงเท่ากับว่าเมื่อเรารู้ทุกข์ได้ถูกต้องสมุทัยก็จะถูกละไปเอง

      รู้ทุกข์ ต้องรู้อย่างไร? ก็ต้องรู้ทุกข์ด้วยจิตที่เป็นกลาง ในเบื้องต้นจะเห็นว่าจิตเป็นทุกข์ (เพราะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น)
เราก็แค่เพียง ยอมรับความจริงว่าจิตเป็นทุกข์แล้ว และก็ให้ระลึกรู้ถึงจิตที่เป็นทุกข์นั้นไปเรื่อย ๆ
โดยไม่พยายามที่จะขจัดจิตที่เป็นทุกข์นั้นไม่ว่าจะด้วยการกดข่ม การบังคับ หรือการโน้มน้าวจิตให้หายจากการเป็นทุกข์

      เมื่อเราตามรู้จิตที่เป็นทุกข์ได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจนรู้ได้ถูกต้อง
ในทันทีที่รู้ได้อย่างถูกต้อง จิตที่เป็นทุกข์ก็จะดับไป เกิดเป็นจิตที่มีความสงบ-ตั้งมั่น
แล้วเราก็จะสามารถแก้ไขปัญหาให้ลงเอยไปได้ด้วยดี
และถึงแม้ในบางปัญหาเราจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลย แต่จิตใจเราก็จะไม่เป็นทุกข์
นี่แหละคือผลของการรู้ทุกข์ในเบื้องต้น เมื่อผลจากการรู้ทุกข์ในเบื้องต้นเกิดขึ้นแล้ว
ถ้าเราหัดรู้ทุกข์ที่ละเอียดไปอีก คือหัดรู้หัดดูจนเห็นว่า กายนี้เอง-จิตนี้เองที่เป็นตัวทุกข์
ผลในเบื้องปลายก็จะเกิดขึ้น เมื่อถึงตอนนั้นเราก็จะหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงไปได้


< ฉบับก่อน