< ฉบับก่อน

หลงเงาตัวเอง

      ได้มีโอกาสไปร่วมสนทนาเรื่อง ดูจิต กับนักศึกษาแพทย์และคนที่สนใจหัดดูจิตกัน
ทำให้เกิดคิดไปว่า คนที่เป็นหมอหรือมาเรียนเป็นหมอนี่ ต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ ต้องเรียนกับคนไข้
ได้เห็นผู้คนที่มีความเกิด ความเจ็บ ความแก่ ความตาย กันอยู่ทุกวัน
จึงน่าที่จะเห็นได้ถึงความไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-ไม่ใช่ตัวตนของกายได้ไม่ยากนัก
เพราะวัน ๆ ก็ต้องตรวจรักษาคนไข้ตั้งหลายสิบคน เห็น ๆ อยู่ว่าร่างกายคนเรามันไม่เที่ยง
เดี๋ยวก็เป็นนั่นเป็นนี่ รักษาก็หายบ้างไม่หายบ้าง ตายเร็วบ้างตายช้าบ้าง แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วกลับกลายเป็นว่า
มีสัดส่วนของหมอจำนวนน้อยเท่านั้นที่สามารถเห็นถึงความไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-ไม่ใช่ตัวตนของกายตนเองได้จริง
และเมื่อดูไปที่กลุ่มของนักปฏิบัติธรรมหรือกลุ่มคนที่เข้าวัดกันเป็นประจำ
ก็ยิ่งเห็นสัดส่วนที่น้อยลงไปอีกที่จะเห็นได้ว่ากายนี้ไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-ไม่ใช่ตัวตน

      เหตุที่มีคนจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่เห็นแจ่มแจ้งได้จริงว่า กายนี้ไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-ไม่ใช่ตัวตน
ก็คงเพราะ คนเราเกือบทั้งหมดจะไม่ได้ย้อนมารู้มาดูลงที่กายตนเอง
วัน ๆ ก็จะส่งออกไปรู้ไปดูที่ภายนอกกาย-นอกใจตัวเอง
แถมตอนที่จะรู้ลงที่กายตัวเองก็ยังไม่ใช่การรู้ที่ถูกต้องอีก
และด้วยความที่คนเรามักจะเข้าใจอะไร ๆ ผิดไปโดยง่าย
ก็เลยมีส่วนหนึ่งที่หลงเข้าใจผิดไปว่า การเห็นกายไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-ไม่ใช่ตัวตนนั้น เห็นได้ง่าย ๆ ด้วยการคิดทำความเข้าใจ
ทั้ง ๆ ที่ถูกแล้ว การเห็นว่ากายไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-ไม่ใช่ตัวตน
จะต้องเป็นการเห็นด้วยการประจักษ์แจ้งต่อความไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-ไม่ใช่ตัวตน ด้วยการระลึกรู้ลงไปที่กายตนเอง
โดยปราศจากกระบวนการคิด การใคร่ครวญ หรือการวิเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น

      อย่าบอกเชียวนะว่า ฉันนี่แหละดูตัวเองทุกวัน ตื่นมาก็รีบส่องกระจกดูตัวเองทันที...
จะขอบอกว่าดูตัวเองแบบส่องกระจกนั้น ยังไม่ใช่การย้อนมารู้ลงที่กายตัวเองหรอก
แต่กลับเป็นการส่งจิตออกไปดูอยู่ข้างนอกต่างหาก ไม่เชื่อเหรอ?
งั้นก็วางหนังสือลง (หยุดอ่าน) ซะก่อน แล้วเดินไปทดลองส่องกระจกกันเดี๋ยวนี้เลย ไปทดลองแล้วจึงค่อยกลับมาอ่านกันต่อ
แต่อย่าลืมสังเกตด้วยนะว่า ตอนที่ดูตัวเองในกระจก จิตอยู่ที่ไหน อยู่ในกายจริง ๆ หรือหลงไปอยู่ที่เงาในกระจกกันแน่

      เป็นยังไงละ เห็นไหมว่า ตอนที่กำลังดูเงาตัวเองในกระจก
จิตไม่ได้อยู่ที่กายจริง ๆ แต่จะหลงออกไปอยู่ที่เงาในกระจกโน่น
คิดเป็นตัวเลขดูแล้วได้จำนวนร้อยละร้อยของคนทั่วไปเลยก็ว่าได้
(กรณีนี้ก็ไม่เว้นแม้แต่ตัวผู้เขียนเอง) ที่จะส่งจิตออกไปอยู่ที่เงาตัวเองในกระจก
หากจะมีใครสักคนที่สามารถมองดูเงาของตัวเองได้โดยไม่ส่งจิตออกไปอยู่ที่เงาตัวเองนี่
คนนั้นต้องผ่านการฝึกให้จิตมีสติสัมปชัญญะ มีความรู้สึกตัว (รู้อยู่ที่ตัวเอง)
จนสามารถรู้สึกตัวได้อย่างชำนาญมาก ๆ เลยทีเดียว
ส่วนใครที่ยังฝึกกันมาบ้างแล้วแต่ไม่ถึงกับชำนาญมาก ๆ ก็จะสังเกตได้ว่า
ในแวบแรกที่เห็นเงาตัวเองในกระจก จิตก็จะส่งออกไปอยู่ที่เงาในกระจกทันที
ยากนักที่จิตจะกลับมารู้อยู่ที่ตัวหรือที่ร่างกายจริง ๆ ได้ในขณะที่กำลังมองตัวเองในกระจก

      จากการสังเกตลักษณะอาการของจิตเมื่อมองดูเงาตัวเองในกระจก
ทำให้นึกถึงคำพูดที่ว่า หลงเงาตัวเอง ขึ้นมา
เพราะรู้สึกได้ถึงสภาวะที่จิตหลงไปอยู่กับเงาตัวเอง ทั้ง ๆ ที่เงานั้นมันไม่ได้เป็นร่างกายที่มีอยู่จริงเลย
เป็นเพียงรูปที่ตาไปมองเห็นเข้าเท่านั้น แต่จิตก็ยังหลงไปอย่างชนิดพรวดออกไปทันทีเลย
นี่ขนาดแค่เงาตัวเองเท่านั้นนะ จิตยังหลงไปได้ขนาดนั้น
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จิตจะหลงยึดมั่นถือมั่นกายจริง ๆ เอาไว้อย่างเหนียวแน่น
ชนิดถ้าไม่มีปัญญากันอย่างเต็มที่ จิตก็จะไม่ยอมปล่อยวางกายลงได้เลย
ซึ่งการจะให้จิตมีปัญญาได้อย่างเต็มที่นั้น จะมีทางเอกอยู่ทางเดียวคือ
ต้องหัดรู้หัดดูลงมาที่กายตัวเองที่จิตตัวเองนี่แหละ

      หากเราไม่หัดที่จะย้อนมารู้ลงที่กายที่จิตตัวเองกันละก็
เราก็จะถอนความหลงผิดที่มีต่อกายต่อจิตเองไม่ได้ ถอนไม่ได้แม้แต่การหลงเงาตัวเอง
แต่ถ้าเราย้อนกลับมารู้ลงที่กายที่จิตเราเอง รู้ไปแบบกายเป็นอย่างไรก็ให้รู้ว่าเป็นอย่างนั้น
จิตเป็นอย่างไรก็ให้รู้ว่าจิตเป็นอย่างนั้น ไม่พยายามแทรกแซงความเป็นไปของกายของจิต
ไม่พยายามบังคับกายบังคับจิตให้เป็นไปอย่างที่ต้องการ
เราก็จะค่อย ๆ ถอดถอนความหลงผิดต่อกายและจิตเอง
แล้วจะเกิดความเห็นที่ถูกว่า กายนี้จิตนี้ไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-ไม่ใช่ตัวตนที่จะไปควบคุมบังคับให้ได้ตามที่ต้องการ
เมื่อมีความเห็นถูกแล้ว สติสัมปชัญญะ ปัญญาก็จะค่อย ๆ พัฒนาไป
จนกระทั่งวันหนึ่งก็จะถอนความหลงยึดกายหลงยึดจิตว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราออกไปได้
เมื่อใดที่ถอดถอนความหลงไปยึดกายยึดจิตได้อย่างเด็ดขาดแล้ว
เมื่อนั้นสภาวะ นิพพาน ก็จะปรากฏขึ้นให้ประจักษ์แจ้งได้

      เพราะฉะนั้น อย่ามัวเสียเวลาไปหลงเงาตัวเองกันอยู่เลย
มาหัดระลึกรู้ลงที่กายที่จิตตัวเองกันเอาไว้เถอะ
หัดรู้ให้บ่อย ๆ เนือง ๆ แล้วเราจะประจักษ์แจ้งต่อพระธรรม
จะได้เห็นพระพุทธเจ้า (สภาวะของพระพระพุทธเจ้าที่มีแต่จิตรู้อยู่กับอารมณ์นิพพาน) ได้
ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต...


< ฉบับก่อน