อาจารย์สุรวัฒน์ > หนังสือหัดรู้...หัดดู > ๐๒ เริ่มต้นกันอย่างไร?
< หน้าก่อน หน้าถัดไป >

๐๒ เริ่มต้นอย่างไร?

      ก่อนอื่นต้องเริ่มด้วยการพาตัวเองเข้าหาพุทธะด้วยการหัดปฏิบัติภาวนากันก่อน
แต่สำหรับหลายคนก็ไม่ง่ายหรอกนะที่จะพาตัวเองให้มาหัดปฏิบัติภาวนาได้
มีส่วนน้อยนักที่จะสนใจในขั้นของการหัดปฏิบัติภาวนากันจริง ๆ
ส่วนมากละก็ พอชวนให้มาหัดปฏิบัติภาวนาก็จะมีข้ออ้างต่าง ๆ นา ๆ

      บางคนพอถูกชวนก็บอกว่า
ฉันยังมีกิเลสเต็มล้นหัวใจอยู่เลย จะให้ไปวัดไปปฏิบัติธรรมได้ยังไง
รอให้ฉันหมดกิเลสก่อนค่อยไปก็แล้วกัน...

โถ ... ก็เห็นผิดแบบนี้แหละกิเลสมันถึงได้ล้นหัวจิตหัวใจอยู่
หลักของพุทธะ นั้นเป็นหลักที่ทำให้คนเราลด ละ หยุด หลุด พ้น ไปจากกิเลส
ยิ่งรู้ตัวว่ามีกิเลสล้นพ้นหัวใจ ก็ต้องรีบหันมาใส่ใจที่จะฝึกหัดตามหลักของพุทธะกัน
ไม่อย่างนั้นในหัวจิตหัวใจก็จะมีแต่กิเลสท่วมท้นล้นเอ่อไปตลาดกาล

      บางคนก็บอกว่า
เข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรม นั่งสมาธิ-วิปัสสนา
มันเป็นเรื่องของคนแก่เขา ตอนนี้ยังหนุ่มยังสาวอยู่ยังไม่ถึงเวลา...

โถ โถ โถ...อยากจะบอกทุกคนที่หลงคิดไปแบบนี้ว่า
พอถึงเวลาที่พ้นวัยหนุ่มวัยสาวนั้น ก็เป็นวัยแก่ที่รอรอวันตายกันแล้ว
ตอนนั้นนะสามวันดี สี่วันไข้ จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาหัดปฏิบัติภาวนากัน
จะฟังเทศน์รึ หูก็ไม่ค่อยจะได้ยิน จะอ่านธรรมะรึ ตาก็มองไม่ค่อยเห็น
แถมบางคนก็ตายซะก่อนจะแก่อีก และที่เห็นมามีน้อยคนนัก
ที่จะไปเริ่มหัดกันได้ตอน 60 ปีล่วงแล้ว
คิดซะใหม่เถอะนะว่า พุทธะ หรือธรรมะตามหลักของพุทธะนั้น
เป็นเรื่องของคนทุกเพศทุกวัย ยิ่งเริ่มได้เร็วเท่าไหร่
ก็ยิ่งทำให้เรามีชีวิตอย่างไม่เป็นทุกข์ได้เร็วขึ้นเท่านั้น
โดยเฉพาะวัยหนุ่มวัยสาวนี่แหละเป็นวัยที่จะอ่านจะฟัง
จะฝึกตามหลักพุทธะได้ไม่ยาก เพราะร่างกายยังแข็งแรงอยู่
การคิดแต่รอให้ถึงเวลา (โดยเฉพาะตอนแก่) เป็นการประมาทยิ่งนัก
เพราะร้อยละเฉียดร้อย ตายเน่าเข้าโลงซะก่อนที่จะรู้ว่า
ชีวิตที่ไม่เป็นทุกข์นั้นมีอยู่ หากตายไปโดยไม่รู้ก็เท่ากับตายเปล่า
ถึงจะไปเกิดใหม่ส่วนมากก็ไปเกิดเป็นหมู หมา กา ไก่ กันซะเยอะ
พอถึงตอนนั้นก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากจะรำพึงว่า
โอ...สายเสียแล้วเรา กว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์
กว่าได้พบพุทธศาสนานั้น มันยากปานงมเข็มในมหาสมุทรทีเดียว
ไม่น่าปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยไปเพราะความประมาทเลย

      ที่เจอบ่อยที่สุดก็เห็นจะเป็น...
ฉันไม่ว่างเลย ไม่มีเวลาเลย ไหนจะงาน ไหนจะลูก ไหนจะต้องดูแลครอบครัว
สารพัดอยู่ที่ฉันหมดเลย แล้วจะเอาเวลาที่ไหนเข้าวัดเข้าวากัน...

ขอบอกว่า มันมีวิธีหัดได้แม้จะหาเวลาเข้าวัดเข้าวาไม่ค่อยจะได้
ขอเพียงให้ตั้งใจจริงเท่านั้นแหละ ถ้าตั้งใจจริง ที่บ่น ๆ ไว้มีทางออกแน่นอน
แต่ถ้าไม่ตั้งใจจริง ที่บ่น ๆ ไว้ก็คือข้อแก้ตัวเท่านั้นเอง

      มีอีกแบบ พอมีคนชวนไปหัดภาวนา ปฏิบัติธรรม ก็รีบตอบเลยว่า
ฉันไม่ต้องไปหรอก เพราะฉันไม่เห็นจะมีความทุกข์เลย ทุกวันนี้ก็สุขสบายดี
เธอนั่นแหละเห็นไปวัดแล้วยังมีความสุขสู้ฉันไม่ได้เลย...

เฮ้อ...คนเรานี่มีความคิดผิดหลงผิดได้อย่างแยบยลจริง ๆ
คนที่คิดแบบนี้ คงเข้าใจว่าคนที่ต้องไปหัดปฏิบัติภาวนาต้องเป็นคนที่มีความทุกข์
หรือไม่ก็มองว่า พวกที่ไปหัดปฏิบัติภาวนาต้องเป็นพวกคนอกหัก
ธุรกิจล้มเหลว มีปัญหาครอบครัว ฯลฯ
คนที่มีความสุขอยู่ มีความสำเร็จอยู่ ไม่ต้องไปหรอก
ใครคิดแบบนี้ คงเป็นเพราะไม่เข้าใจความจริงของโลก ไม่เข้าใจความจริงของชีวิต
ไม่เข้าใจว่า คนเราไม่มีใครเลยที่จะมีแต่ความสุขตลอดไป
ไม่เข้าใจว่า วันนี้มีความสุข วันข้างหน้าก็ต้องเจอกับความทุกข์
ไม่เข้าใจว่า วันนี้มีลาภ ยศ สรรเสริญ วันข้างหน้าลาภ ยศ สรรเสริญนั้น ก็ต้องเสื่อมไป
ไม่เข้าใจว่า ความสุขที่ตัวเองได้รับอยู่ มันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
มันเป็นเพียงแค่หลุมพรางที่จะทำให้คนเราต้องตกลงไปสู่ความทุกข์อีกนานแสนนาน
ไม่เข้าใจว่า ช่วงเวลาที่สุขนั้นมันสั้นนักเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ทุกข์
การไม่เข้าใจนี้จึงทำให้ตัวเองละเลยที่จะฝึกหัดจิตใจให้มีสติสัมปชัญญะ
เพื่อเอาไว้เป็นเครื่องคุ้มครองจิตยามที่ต้องเจอะเจอกับความทุกข์

      เท่าที่เห็นมา คนที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่มีความสุขนั้น
มักจะสามารถฝึกหัดปฏิบัติภาวนาได้ง่ายกว่าคนที่กำลังทุกข์ซะอีก
เพราะเป็นช่วงที่จิตใจปลอดโปร่งไม่มีเรื่องต้องหนักอกรกใจ
จึงเหมาะกับการเริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติภาวนา ดังนั้นจึงเป็นที่น่าเสียดาย
หากคนซึ่งกำลังมีจิตใจปลอดโปร่งกลับละเลยที่จะฝึกหัดปฏิบัติภาวนากัน

      แต่ก็แปลกอีกอย่างคือ
ถ้าเอาคนที่มีกำลังความสุขกับคนที่กำลังทุกข์หนักมาเริ่มหัดภาวนาพร้อมกัน
คนที่กำลังมีความสุขมักจะหัดได้ดีกว่าในช่วงแรก ๆ
แต่มักจะยืนระยะการมีความเพียรไม่ค่อยได้ ทำ ๆ ไปก็เลยเลิกไปซะส่วนมาก
ที่เลิกไปก็คงเพราะมัวแต่เพลิดเพลินกับความสุขที่กำลังได้รับ
โดยไม่รู้ว่าอีกไม่นานตัวเองก็ต้องเจอเรื่องทุกข์อย่างแน่นอน
เมื่อเลิกหัดปฏิบัติภาวนาไป พอเจอทุกข์เข้าจริง ๆ ก็เลยต้องทุกข์จนบางคนถึงกับเป็นบ้าไป
และบางคนถึงกับลงมือทำกรรมใหญ่ ด้วยการทำลายชีวิตตัวเองก็มี
ไม่เหมือนคนที่กำลังทุกข์หนัก แม้จะเริ่มแบบล้มลุกคลุกคลาน
แต่ด้วยความที่เจอะเจอทุกข์หนักมาก่อน จึงทำให้มีความเพียรที่ต่อเนื่อง
ด้วยเพราะเขาเห็นแล้วว่า แม้เขาจะคลายทุกข์ลงได้หรือกลับมามีความสุขได้
แต่ไม่ช้าไม่นานเขาก็ต้องกลับไปทุกข์อีก จึงต้องขยันหัดปฏิบัติภาวนา
เพื่อต่อไปจะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์อีก แล้วเขาก็จะพบว่า ความขยันหัดปฏิบัติภาวนานั้น
ทำให้จิตใจเขารู้สึกทุกข์น้อยกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อต้องเจอทุกข์ครั้งใหม่
เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ จิตใจก็จะรู้สึกทุกข์น้อยลงเรื่อย ๆ เรื่องที่เคยทุกข์มากก็จะทุกข์น้อยลง
ส่วนคนที่ไม่ฝึกนั้น จะไม่มีทางรู้สึกเลยว่าทุกข์น้อย
ดีไม่ดีจะทุกข์มากขึ้นเพราะเรื่องเดิม ๆ นั่นแหละ


< หน้าก่อน หน้าถัดไป >