< หน้าก่อน หน้าถัดไป >

๐๓ ระวังจะเข้าใจผิด

      จะยังไงก็ต้องขออนุโมทนากับผู้ที่ผ่านด่านความคิดผิด ๆ
ที่คอยขวางกั้นไม่ให้ตัวเองเข้ามาหัดปฏิบัติภาวนามาได้แล้ว
แต่แม้ว่าจะผ่านด่านที่ขวางกั้นไม่ให้หันมาสนใจหัดปฏิบัติภาวนาได้แล้วก็ตาม
พอมาหัดปฏิบัติภาวนาเข้าจริง ๆ
ส่วนมากก็ยังเข้าใจหลักของพุทธะคลาดเคลื่อนอยู่อีกไม่น้อยทีเดียว
และด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือผิด ๆ นี้เอง ที่ทำให้การหัดปฏิบัติภาวนา
ต้องออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง แต่ถ้าหนักหน่อยก็ถึงกับหลงเข้ารกเข้าพงไปเลย
ตัวอย่างความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือหลงเข้าใจผิดกันก็เช่น

      หลงเข้าใจผิดไปว่าเครื่องรางของขลังจะทำให้พ้นทุกข์ได้
พอใครไปสะกิดบอกว่า นั่นไม่ใช่หลักของพุทธะหรอกนะ ก็อาจมีคนตอบว่า
ถ้ายังไม่ผ่านตรงนี้ก็ไม่มีทางเป็นพุทธะ เป็นพระอรหันต์ได้หรอก
ฟังแล้วก็ต้องขอถอนใจสักเฮือก เฮ้อ...
แต่เขาก็บอกไม่ผิดเหมือนกันนะที่ว่า ต้องผ่านเรื่องนี้ก่อน
ที่ผิดก็อยู่ตรงที่ตีความประโยคว่า "ถ้ายังไม่ผ่านตรงนี้" ผิดไปต่างหาก
การผ่านตรงนี้นั้น ไม่ได้หมายถึงว่า เราต้องเป็นเกจิด้านเครื่องรางของขลังหรอก
แค่ผ่านไปโดยไม่ต้องสนใจเหมือนเดินผ่านไปโดยไม่แวะเล่นเท่านั้นเอง
การมัวแต่คิดจะเป็นเกจิเครื่องรางของขลังต่างหาก ที่ทำให้เราไม่ถึงทางไปเป็นพุทธะได้
เรื่องเครื่องรางของขลังนี้ บางคนเกิดหลงไปเพราะเห็นครูบาอาจารย์
ที่เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ยังมีการทำหรือไปเข้าพิธีปลุกเสก
ก็เลยคิดว่าท่านเองก็ต้องเก่งเรื่องแบบนี้มาก่อนที่จะเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดก็ว่าได้
ท่านไม่ได้เก่งเรื่องเครื่องรางของขลังมาก่อน
หากแต่เมื่อท่านปฏิบัติภาวนาเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ตามหลักพุทธะแล้ว
ท่านเกิดมีความสามารถที่เกินกว่าคนทั่วไปจะมีได้
ซึ่งท่านก็จะบอกอยู่เสมอว่า สิ่งเหล่านี้มันเป็นของเล่น เป็นของแถมเท่านั้น
และที่ท่านทำอยู่บ้างก็เพราะท่านมีความเห็นว่า
มีคนส่วนน้อยที่จะชวนให้มาหัดปฏิบัติภาวนากันอย่างถูกต้องได้
ในเมื่อยังชวนไม่ได้ ก็ให้เขามาสนใจเรื่องแบบนี้ดีกว่าไปหลงการพนัน ติดเหล้าติดยา
และบางครั้งท่านก็ไม่ประสงค์จะทำลายศรัทธาญาติโยมที่มานิมนต์
ด้วยเห็นว่าวันข้างหน้ายังพอที่จะชวนให้เขาหันมาสู่หลักพุทธะที่ถูกต้องได้
แต่ถ้าปฏิเสธไปเลย เขาก็อาจเกิดอกุศลจิตและต้องหลงไปอีกนาน
แต่เชื่อเถอะว่า ครูบาอาจารย์ท่านใดที่เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจริงแล้ว
ท่านไม่สอนให้คนหัดเล่นเครื่องรางของขลังเพื่อความพ้นทุกข์อย่างแน่นอน

      การหลงเครื่องรางของขลัง จะว่าไปแล้วก็คงมีจำนวนน้อยกว่า
หลงเข้าใจผิดไปว่า แค่ทำบุญให้ทานแล้วจะทำให้พ้นทุกข์ได้
พอได้โอกาสทำบุญก็เอาแต่ยกมือท่วมหัวหลับตาขอกันว่า
เจ้าพระคุณ ด้วยผลบุญที่ลูกได้ทำนี้ ขอให้ลูกได้พบพระนิพพานด้วยเถิด
ซึ่งจริง ๆ แล้วหลักของพุทธะนั้น เราจะพบนิพพานกันไม่ได้ด้วยการขอแบบนี้หรอก
ต้องลงมือหัดปฏิบัติภาวนาอย่างถูกต้องเท่านั้นจึงจะพบพระนิพพานได้
พระพุทธเจ้าเองก็ทรงตรัสสอนในทำนองว่า ท่านเองเป็นแต่เพียงผู้ชี้ทางให้เท่านั้น
ใครประสงค์จะพบเห็นพระนิพพานก็ต้องหัดปฏิบัติภาวนา เจริญปัญญากันเอาเอง

      เรื่องทำบุญให้ทานนี่ คนเข้าใจผิดกันเยอะมาก
จนมีคนบางกลุ่มที่เอาเรื่องบุญมาเป็นเหยื่อล่อ
ให้คนสละทรัพย์สินเงินทองเพื่อแลกกับบุญต่าง ๆ นา ๆ
เรื่องนี้หากใครพูดมากไปก็เจ็บตัวคนพูดเปล่า ๆ
เอาเป็นว่า จะขอบอกให้ทราบว่า การทำบุญให้ทานนั้น
เป็นข้อปฏิบัติหนึ่งตามหลัก ทาน ศีล ภาวนา แต่ต้องเข้าใจว่า
ลำพังของทาน (ทำบุญให้ทาน) นั้น ไม่อาจทำให้เราเข้าถึงพุทธะได้
ทานนั้นเป็นอุบายเบื้องต้นที่จะช่วยให้เรามีจิตใจที่งดงาม
และช่วยให้จิตใจมีความสุขมีความสบาย หรือเป็นกุศลจิตนั่นเอง
ตัวกุศลจิตเองก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เป็นเป้าหมายสูงสุดตามหลักของพุทธะ
เพราะเป้าหมายสูงสุดจะอยู่ที่ ความพ้นไปจากกองทุกข์ทั้งปวง
ซึ่งความพ้นทุกข์ก็ไม่ใช่จะพ้นได้ด้วยการที่จิตเราเป็นกุศลจิตเพราะการทำบุญให้ทาน
การทำบุญให้ทานตามหลักของพุทธะนั้น เพียงเพื่อให้เกิดกุศลจิตตามโอกาส
และเมื่อเกิดกุศลจิตแล้วก็จะช่วยให้การปฏิบัติ
ตามข้อ ศีล และภาวนา เป็นไปได้โดยสะดวก หลักพุทธะในข้อ ทาน จริง ๆ แล้วมีเท่านี้เอง
ส่วนที่มากไปกว่านี้ เช่น คนทำบุญให้ทานมาก
ต่อไปภายหน้าก็จะเป็นคนสมบูรณ์ด้วยทรัพย์นั้น เปรียบเหมือนผลพลอยได้เท่านั้น
แต่ต้องเข้าใจนะว่า หลักของพุทธะ ไม่ได้ปฏิเสธว่าผลพลอยได้ไม่มี
แต่ไม่ได้ให้ปฏิบัติข้อ ทาน เพื่อผลพลอยได้ ต้องปฏิบัติเพื่อให้
เป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อการปฏิบัติ ศีล ภาวนา เพื่อการเกิดปัญญาเท่านั้น

      เมื่อผ่านด่านความหลงผิดเรื่องทานมาได้
ก็ยังมีข้อหลงผิดได้อีกทั้งในเรื่องของ ศีล และภาวนา
พูดถึงความหลงผิดในเรื่องของศีลก่อนก็แล้วกัน
ความหลงผิดในเรื่องของศีลนั้น จะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกว่าเรื่องของทาน
และที่เป็นกันมากคือ หลงเข้าใจผิดไปว่า แค่เพียงรักษาศีลแล้วก็จะพ้นทุกข์ได้
ซึ่งจริง ๆ แล้วลำพังแค่การรักษาศีลนั้น ไม่อาจทำให้พ้นทุกข์ได้เลย
ต่อให้จะคิดค้นข้อศีลให้วิจิตรงดงามสักเพียงใด
ก็จะพ้นทุกข์ด้วยเพียงแค่รักษาศีลนั้นไม่ได้
หรือแม้จะรักษาศีลจนยอมตายที่จะไม่ล่วงละเมิดศีล ก็พ้นทุกข์ไม่ได้ด้วยเพียงแค่รักษาศีล
หรือจะทั้งทำบุญให้ทานและรักษาศีลร่วมกัน ก็พ้นทุกข์ไปไม่ได้เช่นกัน
ที่ไม่ได้เพราะทั้งทานและศีลตามหลักพุทธะแล้ว
เป็นเพียงข้อปฏิบัติที่ช่วยให้จิตเป็นกุศลจิตได้เนือง ๆ
และเป็นเครื่องส่งเสริมให้การปฏิบัติในข้อ ภาวนา เป็นไปได้โดยสะดวกเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การรักษาศีลนี้ จะมีผลพลอยได้ที่ดีมาก ๆ คือ
เมื่อเรารักษาศีลอยู่เนือง ๆ แล้ว ชีวิตที่เคยวุ่นวายเคยเดือดร้อนเพราะ
การกระทำที่ไม่ดีไม่งามของเรา ก็จะลดน้อยจนเป็นที่อัศจรรย์ทีเดียว
ด้วยเพราะการรักษาศีล จะทำให้เรามีความสำรวมระวังการแสดงออก
สำรวมระวังการกระทำทั้งทางกายและวาจา
การแสดงออกทางกายและวาจาก็จะมีแต่ที่ดี ๆ หรือที่เราเรียกว่า เป็นกรรมดี
เมื่อเราได้ทำได้แสดงออกในสิ่งที่ดี ๆ อยู่เนือง ๆ หรือได้ทำกรรมดีอยู่เนือง ๆ
การทำดีของเราก็ย่อมส่งผลให้เราได้รับความสุข มีความสบายทั้งทางกายและทางใจ
ใครเห็นก็ชมชอบเมตตาเอ็นดู ทำให้หน้าที่การงานมีความสำเร็จราบรื่น ฯลฯ
จริง ไม่จริงก็ลองดูได้ด้วยตัวเองนะ
แต่ต้องไม่ลืมและต้องเข้าใจว่า ผลพลอยได้เหล่านี้ไม่ใช่หลักของพุทธะ
หลักของพุทธะนั้น ให้รักษาศีลเพื่อเป็นเหตุปัจจัยเกื้อหนุนต่อการปฏิบัติข้อ ภาวนา ต่อไป

      เมื่อถึงตอนหัดปฏิบัติภาวนา ก็ยังมีเรื่องให้หลงผิดได้อีก
ถ้าเปรียบความหลงผิดในขั้นของการหัดปฏิบัติภาวนานี้เป็นเหมือนหลุมพรางละก็
หลุมพรางในช่วงนี้จะถูกพรางเอาไว้ก็อย่างแนบเนียนมาก
แถมยังเป็นหลุมลึกมากด้วย ถ้าใครหลงตกลงไปแล้วละก็ ยากจะกลับขึ้นมาได้
กว่าจะช่วยให้กลับขึ้นมาสู่ทางที่ถูกต้องได้ ก็ทำเอาครูบาอาจารย์
และกัลยาณมิตรต้องเหน็ดเหนื่อยกันไม่น้อย
เรื่องที่มักจะหลงผิดกันมากคือ
หลงเข้าใจผิดไปว่า การภาวนาคือการทำสมาธิ
หลงเข้าใจผิดไปว่า การทำสมาธิต้องทำจนถึงขั้นฌานก่อน แล้วจึงจะเจริญปัญญาได้
หลงเข้าใจผิดไปว่า ทำสมาธิแล้วจะเกิดปัญญาขึ้นเอง
หลงเข้าใจผิดไปว่า เพียงแค่ทำสมาธิก็จะทำให้พ้นทุกข์ได้

ส่วนมากคนที่หลงเข้าใจผิดไปก็เพราะ ไปเริ่มต้นหัดปฏิบัติภาวนา
โดยขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง ขาดความเห็นชอบ
และด้วยเพราะในยุคนี้ไปที่ไหน ๆ ก็มักสอนให้ทำสมาธิกันทั้งนั้น
พูดถึงเรื่องการสอนทำสมาธิแล้ว มีเรื่องที่พบเห็นกันบ่อยคือ
แต่ละที่ที่สอนทำสมาธิก็จะมีรูปแบบวิธีที่แตกต่างกันไป
ทำเอาคนที่เริ่มหัดใหม่ ๆ พากันงุนงงว่า
เอ...ตกลงต้องทำยังไงกันแน่ แล้วทำแบบไหนจึงจะถูกกันแน่
ส่วนคนที่หัดกันมานานก็มักกล่าวหากันว่าของคนนั้นไม่ถูก ของคนนี้ไม่ถูก
อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าของเขานี่แหละถูกของคนอื่นไม่ถูก
พูดไปพูดมาเลยพาลทะเลาะกันเพราะความเห็นไม่ตรงกันซะนี่

      มาดูเรื่องหลงผิดเรื่องแรกก่อน คือ
หลงเข้าใจผิดไปว่า การภาวนาคือการทำสมาธิ
ที่เข้าใจผิดกันก็เพราะ การภาวนานั้นมีอยู่ ๒ อย่างคือ
สมถภาวนา กับ วิปัสสนาภาวนา
หรือจะเรียกว่าสมถกรรมฐาน กับ วิปัสสนากรรมฐาน ก็ได้
หรือจะเรียกว่าสมาธิภาวนา กับ วิปัสสนาภาวนา ก็ได้
การปฏิบัติสมาธิหรือสมถะนั้น ตามหลักพุทธะแล้ว
มีจุดประสงค์เพื่อให้จิตมีความตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง
จนจิตเองมีความพร้อมที่จะทำการปฏิบัติวิปัสสนาต่อไปได้
หรือจะพูดว่า การทำสมาธิหรือสมถะนั้น วัตถุประสงค์ก็เพื่อ
ให้จิตที่เหนื่อยล้าจากการปฏิบัติวิปัสสนาได้พักผ่อน
เมื่อจิตได้พักผ่อนในสมาธิแล้ว จิตก็จะมีกำลังที่จะออกไปปฏิบัติวิปัสสนาต่อไปใหม่
นี่คือหลักของพุทธะที่ว่าดัวยการทำสมาธิหรือทำสมถะ
ดังนั้น การภาวนาจึงไม่ใช่แค่การทำสมาธิหรือทำสมถะเท่านั้น
แต่ต้องทำวิปัสสนาควบคู่กันไป และต้องทำวิปัสสนากันเป็นหลักด้วย
เพราะโดยหลักของพุทธะแล้ว การพ้นทุกข์นั้นจะพ้นได้ก็ต่อเมื่อ
จิตเกิดปัญญาที่จะทำลายต้นตอคือ ความไม่รู้ตามจริง (อวิชชา) ลงได้อย่างสิ้นเชิง
และปัญญาที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องเป็นปัญญาที่เกิดจากการรู้
และเข้าใจตามจริงของกายและจิต เนื่องมาจากการทำวิปัสสนาภาวนา
ที่อาศัย ทาน ศีล สมาธิ เป็นปัจจัยเกื้อกูลกันอยู่

      ดังนั้นถ้าจะหัดปฏิบัติภาวนา ก็ขอให้หัด วิปัสสนาภาวนา กันเป็นหลัก
ส่วน ทาน นั้นก็ให้ทำไปตามโอกาส ทำไปตามกำลัง
ทำแล้วไม่ทำให้เดือดร้อนตัวเอง ไม่เดือดร้อนคนอื่น
ศีล ก็ให้รักษาอยู่เสมอ (สำหรับชาวเมืองอย่างเรา ๆ แค่ศีล 5 ก็พอแล้ว)
สมาธิ ก็ให้ทำตามสมควร จะวันละ 5 นาที 10 นาที หรือ สักชั่วโมงก็ได้
เพื่อให้จิตได้มีโอกาสพักผ่อนและมีกำลัง
ถ้าทำสมาธิไม่ได้จะสวดมนต์ไหว้พระแทน หรือจะเดินจงกรมเอาก็ได้เช่นกัน

      ส่วนที่บอกว่า การทำสมาธิต้องทำจนถึงขั้นฌานก่อน แล้วจึงจะเจริญปัญญาได้นั้น
ก็เป็นการหลงเข้าใจผิด ๆ ไปเช่นกัน

เรื่องการได้ฌานนี่ ถ้าใครเคยอ่านพุทธประวัติมาบ้างต้องนึกออกว่า
หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะ เริ่มออกแสวงหาทางพ้นทุกข์นั้น
พระองค์ได้เรียนรู้การทำฌานจนเชี่ยวชาญ และเรียนจากพระอาจารย์ถึง ๒ ท่าน
แต่สุดท้ายพระองค์เกิดเข้าใจขึ้นว่า นั่นไม่ใช่หนทางที่พระองค์ทรงแสวงหา
เพราะการทำเช่นนั้นได้ก็ยังไม่ทำให้พระองค์ทรงพ้นไปจากกองทุกข์ได้
และต่อมาพระองค์ก็พ้นจากกองทุกข์ทั้งหมดได้ด้วยการเจริญปัญญา
และนำหนทางนี้มาประกาศให้คนทั้งหลายได้ฝึกหัดปฏิบัติภาวนากัน
โดยพระองค์ได้ชี้แนะถึงข้อ ปัญญา เป็นข้อปฏิบัติในลำดับที่สำคัญที่สุด

      เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงพ้นจากกองทุกข์ได้เองแล้ว
พระองค์ก็มีพระประสงค์จะเดินทางไปสอนให้พระอาจารย์ผู้ที่
ได้สอนให้พระองค์ทำฌานมาก่อน ด้วยเพราะท่านมีความพร้อมที่จะเจริญปัญญาได้
แต่น่าเสียดายยิ่งนักที่พระอาจารย์ทั้งสองท่านได้สิ้นชีวิตลงไปก่อนแล้ว
ต่อมาเมื่อพระองค์ได้แสดงวิธีหัดปฏิบัติภาวนาให้คนฟัง ก็มีคนมากมายที่เกิดปัญญา
ได้ดวงตาเห็นธรรมกันตามสมควรแห่งปัญญา
ไม่มีปรากฏเลยว่ามีการบันทึกเรื่องราวไว้ในทำนองว่า
ผู้ที่จะเจริญปัญญาได้ต้องเป็นผู้สำเร็จในฌานก่อนเท่านั้น

      จริงอยู่ว่า ในหลักของ มรรค ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติเพื่อพ้นไปจากกองทุกข์
ได้มีมรรคข้อ จิตตั้งมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ) ที่มีกล่าวถึงเรื่อง ฌาน เอาไว้ด้วย
แต่ต้องเข้าใจว่าในมรรคข้อ จิตตั้งมั่นชอบ นี้ หมายถึง อริยมรรค
(ญาณอันให้สำเร็จความเป็นพระอริยะ) ซึ่งจะเกิดขึ้น
ด้วยมรรคจิตที่ทรงฌานตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปเท่านั้น
ส่วนมรรคที่เป็นทางดำเนิน หรือในขั้นของการปฏิบัติ
ที่เรียกว่า บุพภาคมรรค นั้น สัมมาสมาธิหมายถึง
ความสงบในระดับ ขณิกสมาธิ ก็พอแล้ว เพราะจิตสามารถตั้งมั่น
และเป็นกลางในการรู้อารมณ์ตามความเป็นจริงได้แล้ว
ซึ่งเมื่อเจริญสติเจริญปัญญาไปจนอินทรีย์แก่รอบแล้ว
จิตจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิได้เองโดยอัตโนมัติแล้วเกิดอริยมรรคขึ้น

      จากเหตุผลที่ยกมาให้เห็นนี้ ก็คงจะบ่งบอกได้แล้วว่า
ความเข้าใจว่า ต้องทำสมาธิจนถึงขั้นฌานให้ได้ก่อน แล้วจึงจะเจริญปัญญาได้นั้น
เป็นการเหมารวมด้วยความเข้าใจผิด เพราะในการหัดปฏิบัติภาวนานั้น
บางคนต้องใช้สมาธินำปัญญา บางคนต้องใช้ปัญญานำสมาธิ
แตกต่างกันไปตามจริตนิสัยของแต่ละบุคคลคือ
ผู้ที่มีจริตไปในทางรักสวยรักงาม (ตัณหาจริต)
ควรจะทำสมาธิก่อนจนจิตตั้งมั่น แล้วจึงหัดรู้หัดดูกายต่อไป
ส่วนผู้ที่มีจริตไปในทางคิดมาก (ทิฏฐิจริต) ควรหัดรู้หัดดูจิตไปได้เลย
แล้วจิตจะรวมเป็นอัปปนาสมาธิในภายหลัง

      แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราจะหัดทำฌานกันได้ง่าย ๆ
ส่วนมากก็ต้องใช้เวลาหัดกันนานมาก บางคนหัดไม่สำเร็จเลยก็มี
โดยเฉพาะคนที่หัดรู้หัดดูจิตเป็นหลักแล้ว การหัดทำฌานก่อนจึงเป็นการเสียเวลาโดยไม่จำเป็น
สู้เอาเวลามาหัดหัดรู้หัดดูจิตซะจะได้ประโยชน์มากกว่า
และหากใครคิดว่าต้องสำเร็จฌานก่อนแล้วจึงจะเจริญปัญญาได้
ก็ควรเปลี่ยนความคิดความเข้าใจเสียใหม่
แล้วเริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติภาวนาด้วยการหัดรู้หัดดูจิตกันเป็นหลัก
ส่วนเรื่องฌานนั้น จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ช่างเถอะ
ถ้าไม่เกิดก็ไม่ต้องทุ่มเทฝึก เพราะเดี๋ยวจะตายซะก่อนที่มีโอกาสได้เจริญปัญญา
แค่ฝึกสมาธิไปเพื่อเป็นที่พักผ่อนยามเหนื่อยล้าจากการเจริญปัญญาก็พอแล้ว
ถ้ามีวาสนาก็จะได้ฌานเป็นของแถมเองแหละ

      ในเมื่อผู้ที่สามารถทำฌานได้ตามวิธีการฝึกสมาธิที่เราคุ้นเคยกัน
ก็ยังไม่อาจเกิดปัญญาขึ้นได้ แล้วอย่างนี้เราก็ไม่น่าที่จะ
หลงเข้าใจผิดไปว่า ทำสมาธิแล้วจะเกิดปัญญาขึ้นเอง
หรือไม่น่าที่จะ หลงเข้าใจผิดไปว่า เพียงแค่ทำสมาธิก็จะทำให้พ้นทุกข์ได้
ด้วยเหตุผลง่าย ๆ เลยคือ ถ้าทำสมาธิแล้วเกิดปัญญาขึ้นได้เอง
หรือแค่ทำสมาธิแล้วสามารถพ้นทุกข์ได้ ละก็
เชื่อเถอะว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่
ก็อย่างที่บอกว่า สมัยนั้นมีคนทำสมาธิ ทำฌานกันได้มากมาย
และทำได้กันก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะออกแสวงหาทางพ้นทุกข์ซะอีก
ถ้าแค่ทำสมาธิแล้วเกิดปัญญาขึ้นได้ หรือแค่ทำสมาธิแล้วพ้นจากกองทุกข์ได้
เขาเหล่านั้นก็จะพ้นจากกองทุกข์ไปก่อนแล้ว และก็ต้องมีการสอนให้พ้นจากกองทุกข์
ด้วยการทำสมาธิ ทำฌาน กันอย่างแพร่หลายมาก่อนแล้ว
ไม่ต้องรอให้เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าหรอก

      พูดไปพูดมา ก็ต้องย้ำอีกครั้งว่า
ที่พูดมานี้ ไม่ได้บอกว่า ห้ามทำสมาธิ ห้ามทำฌาน หรอกนะ
หากใครพอใจเพียงแค่สมาธิ แค่ฌาน และประสงค์จะทำกันแค่นั้น
ก็ทำไปตามที่ประสงค์เถิด เพราะการทำแบบนี้ก็เป็นการทำในสิ่งที่เป็นกุศลเหมือนกัน
แต่สำหรับคนทำมาหากินหรือเป็นชาวเมืองที่ไม่มีเวลาไปหัดทำสมาธิทำฌานกัน
และประสงค์จะพ้นไปจากกองทุกข์กันจริง ๆ ละก็
ขอให้มาหัดเจริญปัญญาด้วยการหัดรู้หัดดูจิตเป็นสำคัญเถิด


< หน้าก่อน หน้าถัดไป >