อาจารย์สุรวัฒน์ > หนังสือหัดรู้...หัดดู > ๐๗ ตัวอย่างหัดรู้หัดดู
< หน้าก่อน หน้าถัดไป >

๐๗ ตัวอย่างหัดรู้หัดดู

      อย่างที่บอกไปแล้วว่า สิ่งที่ต้องหัดรู้หัดดูนั้นคือ กายเราเอง จิตเราเอง
(ในที่นี้จะเน้นไปที่การหัดรู้หัดดูจิตเป็นสำคัญ)
ซึ่งการหัดรู้หัดดู ยังไงซะก็คงต้องเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมตัวเราอยู่เสมอ
อย่างเช่นฝนตก แดดออก ที่ตัวเราต้องเจอะเจออยู่ทุกวัน
การหัดรู้หัดดู จะไม่ใช่การหัดรู้หัดดูฝนตกแดดออก
แต่ให้หัดรู้หัดดูจิตที่มีอาการต่าง ๆ เมื่อเจอฝนตกแดดออก

      มาทดลองหัดรู้หัดดูจิตตอนฝนตกแดดออกกันสักหน่อยดีกว่า
จะได้เข้าใจมากขึ้นว่า หัดไปแล้วควรเป็นอย่างไร ควรเห็นอะไรบ้าง

      ใครเห็นบ้างว่า...ตอนที่แดดออกนี่มีแสงสว่าง ถ้าไปโดนเข้าก็จะร้อน
หรือเห็นว่า ฝนจะตกได้ต้องมีเมฆฝน ฝนถูกเราเราก็จะเปียก...
ถ้าเห็นแบบนี้ก็ยังไม่ใช่การหัดรู้หัดดูที่พูดถึงกันอยู่หรอกนะ

      เอ้า... ใครเห็นแดดออกแล้วเกิดสงสัยบ้างว่า เอ แสงแดดนี่มันเกิดขึ้นได้ยังไง
พอสงสัยแล้วก็คิดค้นหรือพยายามหาคำตอบ
ใครเป็นแบบนี้ก็ยังไม่ไม่ใช่การหัดรู้หัดดูเช่นกัน
เพราะการพยายามค้นหาความรู้ความเข้าใจไม่ว่าจะด้วยการถาม
การอ่าน การฟัง หรือการครุ่นคิดเอานั้น ไม่ใช่กลไกที่จะช่วยให้เกิดปัญญา
การทำแบบนี้อย่างมากก็ได้เพียงความรู้มากบ้างน้อยบ้าง
แต่ความรู้นั้นมันไม่ใช่ตัวปัญญาที่เป็นจุดมุ่งหมายของการหัดปฏิบัติภาวนา
ในการหัดรู้หัดดูนี้ ถ้าเราเห็นอะไรแล้วเกิดความสงสัยขึ้น
มีวิธีหัดรู้หัดดูได้ ๒ วิธีคือ ให้หัดรู้หัดดูรู้จิตที่กำลังสงสัย
หรือให้หัดรู้หัดดูว่าเผลอ ลืมตัวไปกับความคิดสงสัยก็ได้

      ทีนี้ใครเห็นว่า... วันนี้แดดออกดีจังเลย แต่พอตกบ่ายฝนก็ตกลงซะนี่
ฝนตกแดดออกนี่ ไม่มีความคงที่ เอาแน่นอนไม่ได้เลย...
อืม... เห็นแบบนี้เริ่มเข้าทาง เพราะเริ่มเห็นว่า ฝนตกแดดออกเป็นของไม่แน่นอน
แต่การเห็นแบบนี้ยังเป็นการเห็นเพียงสิ่งแวดล้อมภายนอก
ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดปัญญาขึ้นได้ ถ้าจะให้เกิดปัญญา
ก็ต้องหัดรู้หัดดูเข้ามาที่ภายในจิตใจเราเองด้วย

      การหัดรู้หัดดูเข้ามาที่ภายในจิตใจเราเองนี่แหละ
ที่เป็นการหัดรู้หัดดูในความหมายของการหัดปฏิบัติภาวนา
เช่น วันนี้ต้องซักผ้า ซักเสร็จใหม่ ๆ แดดจ้าเลย แล้วจู่ ๆ ก็มีฝนทำท่าจะตกซะนี่
พอเห็นว่าฝนทำท่าจะตก ก็เกิดความรู้สึก
โอ้ย... แย่แล้ว ผ้ายังไม่แห้งเลย ฝนจะตกลงมาทำไมเนี่ย รอให้ผ้าแห้งก่อนก็ไม่ได้
แล้วก็หงุดหงิดอยู่เป็นนานสองนาน ถ้าแบบนี้ก็จะเข้าทางเป็นทุกข์ทันที
ถ้าจะให้เข้าทางของปัญญาเพื่อการพ้นทุกข์ ต้องเป็นแบบนี้คือ
พอซักผ้าเสร็จเห็นแดดจ้าแล้วเกิดรู้สึกดีใจ พอรู้สึกดีใจก็รู้ว่าจิตมีความดีใจ
จู่ ๆ เห็นฝนจะตก เกิดหงุดหงิด ก็รู้ว่าจิตมีความหงุดหงิด
นี่ การหัดรู้หัดดูต้องหัดแบบนี้คือ หัดรู้หัดดูมาที่จิตใจเราเอง

      เมื่อรู้ว่าจิตมีความดีใจ หรือเมื่อรู้ว่าจิตมีความหงุดหงิดแล้วต้องทำยังไงต่อ?
อ๋อ... ไม่ต้องทำอะไรหรอก ก็แค่รู้แค่ดูจิตไปเรื่อย ๆ การหัดปฏิบัติภาวนามีเท่านี้เอง
ตรงนี้เป็นหลักการที่สำคัญมากในการหัดรู้หัดดู
เพราะไม่ว่าเราจะหัดรู้หัดดูอะไรก็ตาม จะเป็นกายก็ดี จะเป็นจิตก็ดี
พอรู้ว่ากายเป็นอย่างนั้น พอรู้ว่าจิตเป็นอย่างนั้น ก็เพียงแค่รู้แค่ดูไป
ถ้ารู้ว่ากาย รู้ว่าจิต เป็นกายที่ดี เป็นจิตที่ดี ก็ไม่ต้องคอยรักษาเอาไว้
ถ้ารู้ว่ากาย รู้ว่าจิต เป็นกายที่ไม่ดี เป็นจิตที่ไม่ดี ก็ไม่ต้องหาทางแก้ไขทำลายลงไป
ปล่อยให้กายและจิตดำเนินไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง
ส่วนเรามีหน้าที่เพียงแค่รู้แค่ดูกาย หรือเพียงแค่รู้แค่ดูจิตไปเท่านั้น
เมื่อเราแค่รู้แค่ดูไปเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มเห็นความจริงของกายและจิต
จะเริ่มเห็นเองว่า กายและจิตจะดีหรือไม่ดี เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อมมันก็เกิด
เกิดขึ้นแล้วไม่ช้าก็เร็วมันก็จะเสื่อมสภาพและดับสลายไปตามเหตุปัจจัย
เราไม่อาจที่จะไปนึกสั่งนึกอยากให้เป็นตามที่ใจเราต้องการได้
การเห็นความจริงของกายและจิตแบบนี้
ก็คือการเห็นไตรลักษณ์ ที่เราได้ยินกันอยู่เสมอ ๆ นั่นเอง
การเห็นไตรลักษณ์ของกายและจิตจะเห็นได้ ๓ ด้านคือ
เห็นอนิจจัง (เห็นความไม่เที่ยง)
เห็นทุกขัง (เห็นความคงทนอยู่ไม่ได้)
เห็นอนัตตา (เห็นความไม่ใช่ตัวตน - นึกอยากให้เป็นไปตามที่เราต้องการไม่ได้)
การเห็นกายและจิตแบบนี้แหละที่เป็นเป้าหมายหลักของการหัดรู้หัดดู

      ดังนั้นขอให้จำให้ขึ้นใจว่า
เราไม่ได้หัดรู้หัดดูเพื่อจะเข้าใจเรื่องราวความเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ
แต่เราหัดรู้หัดดูเพื่อจะให้เห็นกายและจิตมีลักษณะอนิจจังบ้าง ทุกขังบ้าง อนัตตาบ้าง


< หน้าก่อน หน้าถัดไป >