| < หน้าก่อน | หน้าถัดไป > |
จะมีรูปแบบหลากหลาย หรือมีกิริยาท่าทางแตกต่างกันไป
ตามแต่ครูบาอาจารย์แต่ละท่านจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือให้เราหัดกัน
ที่คุ้นเคยกันมากก็เห็นจะเป็น สวดมนต์ เดินจงกรม และยกมือเป็นจังหวะ
ดังนั้น หากใครจะใช้การสวดมนต์ เดินจงกรม ยกมือทำจังหวะ ฯลฯ
มาเป็นเครื่องมือในการหัดรู้หัดดูก็ได้ แต่ต้องจับหลักให้ได้ว่าต้องทำอย่างไร
ก็อย่าทำแบบคาดหวังหรืออย่าทำด้วยความอยากให้จิตใจต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้นะ
ถึงเวลาที่จะสวดมนต์ เดินจงกรม ยกมือทำจังหวะ ตามที่ตั้งใจไว้
ก็ขอให้ทำไปตามปกติธรรมดา ทำไปโดยไม่ต้องคาดหวังเลยว่า
ทำแล้วจิตต้องสงบ ทำแล้วต้องไม่คิดฟุ้งซ่าน
ไม่ต้องคาดหวังเลยว่า ทำแล้วต้องไม่เผลอ ต้องไม่ลืมตัว
แต่ทำแล้วจิตใจจะเป็นอย่างไร ก็ให้รู้ว่าจิตเป็นอย่างนั้น
ถ้าจิตจะฟุ้งซ่าน ก็แค่รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน รู้แล้วก็จบไม่ต้องแก้ไข
ไม่ต้องหาทางทำให้หายฟุ้ง ถ้าไม่หายก็ให้แค่รู้ต่อไปว่ายังไม่หายฟุ้ง
หรือถ้าทำแล้วเกิดปวดเมื่อย ก็แค่รู้ว่ามีความปวดเมื่อย
ไม่ต้องกดข่มความปวดเมื่อย ไม่ต้องสั่งให้จิตเลิกรู้ความปวดเมื่อย
ไม่ต้องคิดอุบายใด ๆ ขึ้นมากลบเกลื่อนความปวดเมื่อย
แค่รู้แค่ดูความปวดเมื่อยไปเท่านั้นก็พอแล้ว
หากรู้สึกทนความปวดเมื่อยไม่ได้ก็ให้รู้ว่าทนไมได้
รู้แล้วจะขยับร่างกายเพื่อบรรเทาความปวดเมื่อยก็ขยับได้
ขยับแล้วก็แค่รู้ว่าเราขยับร่างกายก็พอแล้ว
หรือหากหายปวดเมื่อยแล้วเกิดหงุดหงิดขึ้น ก็แค่รู้ว่าจิตมีความหงุดหงิด
หรือหากหายปวดเมื่อยแล้วเกิดความยินดีขึ้น ก็แค่รู้ว่าจิตมีความยินดี
ท่านจึงได้เกิดปัญญาและพ้นไปจากกองทุกข์ได้ ที่ท่านพ้นไปได้ก็เพราะ
ท่านไม่ได้คาดหวังว่าทำแล้วต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
แต่ท่านทำแล้ว กายจะเป็นอย่างไร ท่านก็แค่รู้แค่ดูรู้ว่ากายเป็นอย่างนั้น
จิตจะเป็นอย่างไร ท่านก็แค่รู้แค่ดูรู้ว่าจิตเป็นอย่างนั้น
และท่านทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จนท่านเห็นแจ่มแจ้งจริง ๆ ว่า
กายนี้ จิตนี้ มีความเกิดขึ้น-เสื่อมไปเป็นธรรมดา
กายนี้ จิตนี้ มีความไม่เที่ยง คงทนอยู่ไม่ได้
กายนี้ จิตนี้ ไม่ใช่ตนตนเราเขาที่จะนึกสั่งให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้
และในที่สุดท่านก็เกิดปัญญาจนพ้นไปจากกองทุกข์ได้ตามลำดับ
| < หน้าก่อน | หน้าถัดไป > |